posttoday
หุ้น น่าสน มองข้ามช็อต1,500

หุ้น น่าสน มองข้ามช็อต1,500

13 พฤษภาคม 2559

ตลาดหุ้น เดือน พ.ค. ในปี2559เกิดปรากฏการณ์Sell in Mayไม่รุนแรงมากนัก หลังจากผ่านมาเกือบครึ่งเดือนแล้วพบว่า ดัชนีลดลงเพียง5.30จุดเท่านั้น

โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร

ตลาดหุ้น เดือน พ.ค. ในปี2559เกิดปรากฏการณ์Sell in Mayไม่รุนแรงมากนัก หลังจากผ่านมาเกือบครึ่งเดือนแล้วพบว่า ดัชนีลดลงเพียง5.30จุดเท่านั้น จากระดับสิ้นเดือน เม.ย. ปิดที่1,404.61จุด ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นเหนือกว่า46เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้ราคาหุ้น ของกลุ่มพลังงานและปิโตรเลียมดีดตัวขึ้นแรง ช่วยประคับประคองตลาดไม่ให้ลดลงตามกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และสื่อสาร

อย่างไรก็ดี“วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล”กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ ให้จับตาการประกาศผลการปรับตะกร้าการลงทุนของดัชนีMSCI Emerging Maketซึ่งประเทศไทยจะทราบผลในเช้าวันที่13พ.ค. หากมีการเพิ่มChina ADRsคือนำหุ้นของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ ถูกเลือกเข้ามาคำนวณในดัชนี ทำให้น้ำหนักเพิ่มเป็น5.22%จากเดิมที่2.68%ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีน้ำหนักลดลงเหลือ2.19%จาก2.25%จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นขนาดใหญ่ (บิ๊กแคป) ของไทยประมาณ2.4หมื่นล้านบาท

“หุ้น จีนที่จะถูกนำเข้ามาคำนวณเพิ่มรอบนี้ประมาณ14-15บริษัท หนึ่งในนั้นคือ บริษัท อาลีบาบา เมื่อน้ำหนักตลาดหุ้น ไทยลดลง นักลงทุนต่างชาติก็ต้องขายออกมา คาดว่าคงจะใช้เวลาในเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ ก็จะหมด2.4หมื่นล้านบาท ระหว่างนี้นักลงทุนควรจะมองหาโอกาสทยอยซื้อหุ้น ที่ต่างชาติถือไม่มากนัก และมีมูลค่าที่เหมาะสมสะสมไว้ได้ โดยยังคงแนะนำหุ้น กลุ่มพลังงาน เพราะราคาน้ำมันผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว กำไรจะเติบโตดีขึ้น ส่วนธนาคารพาณิชย์แม้ราคาหุ้น จะปรับตัวลงมามาก แต่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ยังคงสูงอยู่ จึงยังไม่น่าสนใจในช่วงนี้”

แม้ว่าแนวโน้มตลาดหลังจากนี้ไป ทั้งนักวิเคราะห์ นักกลยุทธ์ และนักลงทุนรายใหญ่มองตรงกันว่าตลาดจะผันผวน ทำให้การตัดสินใจลงทุนยากมากขึ้น เนื่องจากมีตัวแปรจำนวนมากที่จะต้องจับตาดูอยู่ โดยเฉพาะการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของจีน ล่าสุดตัวเลขส่งออกจีนเดือน เม.ย.ลดลง1.8%แย่กว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

ขณะที่ธนาคารกลางคงยังไม่รีบตัดสินใจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เนื่องจากรอดูผลการฉีดเงินเข้าระบบและการปรับลดดอกเบี้ยลงต่ำจนผิดปกติว่าจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยหรือมีการลงทุนมากขึ้นหรือไม่

แต่นักวิเคราะห์ฟันธงตรงกันว่า ผลกำไรสุทธิงวดไตรมาส1/2559ของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้แย่อย่างที่กังวลกัน หลายบริษัทกลับทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ จึงไม่จำเป็นต้องทบทวนปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของปีนี้ลงอีกแล้ว หลังจากปรับลดเป้าหมายลงมาอย่างต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีปัจจัยนี้กดดันการลงทุนในตอนนี้

วิศิษฐ์คาดว่าแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง ดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบกว้าง ระหว่าง1,200-1,530จุด อ้างอิงอัตราราคาปิดกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่12-15เท่า ประเมินกำไรต่อหุ้นไว้ที่94บาท/หุ้น ซึ่งไม่น่าจะเห็นการปรับประมาณการกำไรลงอีก ขณะที่ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง มองกรอบราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่35-60เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งปี2559ไว้ที่1.5%

“ในแต่ละปีดัชนีมักจะแกว่งตัวกว้าง200-300จุดอยู่แล้ว ส่วนปีนี้ผมคาดว่ามีโอกาสในทางขาขึ้นมากกว่า”วิศิษฐ์ กล่าว

ดัชนีที่คาดการณ์ต่ำสุด1,200จุด อาจจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ กรณีตลาดกังวลมากเกินไปเรื่องเงินทุนจะไหลกลับสหรัฐ หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศนโยบายว่าจะลดภาษีเงินปันผลสำหรับบริษัทสัญชาติสหรัฐนอกประเทศ ที่นำเงินกลับเข้าประเทศ จาก37%เหลือ10%ซึ่งกว่าจะเห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายก็ต้องรอปีหน้า

ขณะที่ บล.โนมูระ พัฒนสิน (CNS)คาดดัชนีหุ้น ในครึ่งแรกปีนี้จะแกว่งในกรอบ1,250-1,500จุด ส่วนเป้าหมายทั้งปีอยู่ที่1,515จุด มองตลาดหุ้นไทยถูกในเชิงพื้นฐาน หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในไตรมาส4ที่ผ่านมา จึงแนะนำกลุ่มที่อิงการเติบโตจากเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือการเติบโตตามภูมิภาคอาเซียนหนุน และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ

ดังนั้น นักลงทุนที่ถือหุ้น ชั้นดีไว้แล้ว ไม่ควรตกใจขายทิ้งหุ้น หากข่าวที่เกิดขึ้นไม่กระทบปัจจัยพื้นฐานของบริษัท และกลับมองเป็นโอกาสซื้อของถูกไว้เพิ่มเติม

ข่าวล่าสุด

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?