
หุ้น น่าสน มองข้ามช็อต1,500
ตลาดหุ้น เดือน พ.ค. ในปี2559เกิดปรากฏการณ์Sell in Mayไม่รุนแรงมากนัก หลังจากผ่านมาเกือบครึ่งเดือนแล้วพบว่า ดัชนีลดลงเพียง5.30จุดเท่านั้น
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
ตลาดหุ้น เดือน พ.ค. ในปี2559เกิดปรากฏการณ์Sell in Mayไม่รุนแรงมากนัก หลังจากผ่านมาเกือบครึ่งเดือนแล้วพบว่า ดัชนีลดลงเพียง5.30จุดเท่านั้น จากระดับสิ้นเดือน เม.ย. ปิดที่1,404.61จุด ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นเหนือกว่า46เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้ราคาหุ้น ของกลุ่มพลังงานและปิโตรเลียมดีดตัวขึ้นแรง ช่วยประคับประคองตลาดไม่ให้ลดลงตามกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และสื่อสาร
อย่างไรก็ดี“วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล”กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ ให้จับตาการประกาศผลการปรับตะกร้าการลงทุนของดัชนีMSCI Emerging Maketซึ่งประเทศไทยจะทราบผลในเช้าวันที่13พ.ค. หากมีการเพิ่มChina ADRsคือนำหุ้นของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ ถูกเลือกเข้ามาคำนวณในดัชนี ทำให้น้ำหนักเพิ่มเป็น5.22%จากเดิมที่2.68%ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีน้ำหนักลดลงเหลือ2.19%จาก2.25%จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นขนาดใหญ่ (บิ๊กแคป) ของไทยประมาณ2.4หมื่นล้านบาท
“หุ้น จีนที่จะถูกนำเข้ามาคำนวณเพิ่มรอบนี้ประมาณ14-15บริษัท หนึ่งในนั้นคือ บริษัท อาลีบาบา เมื่อน้ำหนักตลาดหุ้น ไทยลดลง นักลงทุนต่างชาติก็ต้องขายออกมา คาดว่าคงจะใช้เวลาในเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ ก็จะหมด2.4หมื่นล้านบาท ระหว่างนี้นักลงทุนควรจะมองหาโอกาสทยอยซื้อหุ้น ที่ต่างชาติถือไม่มากนัก และมีมูลค่าที่เหมาะสมสะสมไว้ได้ โดยยังคงแนะนำหุ้น กลุ่มพลังงาน เพราะราคาน้ำมันผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว กำไรจะเติบโตดีขึ้น ส่วนธนาคารพาณิชย์แม้ราคาหุ้น จะปรับตัวลงมามาก แต่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ยังคงสูงอยู่ จึงยังไม่น่าสนใจในช่วงนี้”
แม้ว่าแนวโน้มตลาดหลังจากนี้ไป ทั้งนักวิเคราะห์ นักกลยุทธ์ และนักลงทุนรายใหญ่มองตรงกันว่าตลาดจะผันผวน ทำให้การตัดสินใจลงทุนยากมากขึ้น เนื่องจากมีตัวแปรจำนวนมากที่จะต้องจับตาดูอยู่ โดยเฉพาะการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของจีน ล่าสุดตัวเลขส่งออกจีนเดือน เม.ย.ลดลง1.8%แย่กว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
ขณะที่ธนาคารกลางคงยังไม่รีบตัดสินใจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เนื่องจากรอดูผลการฉีดเงินเข้าระบบและการปรับลดดอกเบี้ยลงต่ำจนผิดปกติว่าจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยหรือมีการลงทุนมากขึ้นหรือไม่
แต่นักวิเคราะห์ฟันธงตรงกันว่า ผลกำไรสุทธิงวดไตรมาส1/2559ของบริษัทจดทะเบียนไม่ได้แย่อย่างที่กังวลกัน หลายบริษัทกลับทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ จึงไม่จำเป็นต้องทบทวนปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของปีนี้ลงอีกแล้ว หลังจากปรับลดเป้าหมายลงมาอย่างต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีปัจจัยนี้กดดันการลงทุนในตอนนี้
วิศิษฐ์คาดว่าแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง ดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบกว้าง ระหว่าง1,200-1,530จุด อ้างอิงอัตราราคาปิดกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่12-15เท่า ประเมินกำไรต่อหุ้นไว้ที่94บาท/หุ้น ซึ่งไม่น่าจะเห็นการปรับประมาณการกำไรลงอีก ขณะที่ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง มองกรอบราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่35-60เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งปี2559ไว้ที่1.5%
“ในแต่ละปีดัชนีมักจะแกว่งตัวกว้าง200-300จุดอยู่แล้ว ส่วนปีนี้ผมคาดว่ามีโอกาสในทางขาขึ้นมากกว่า”วิศิษฐ์ กล่าว
ดัชนีที่คาดการณ์ต่ำสุด1,200จุด อาจจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ กรณีตลาดกังวลมากเกินไปเรื่องเงินทุนจะไหลกลับสหรัฐ หาก โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศนโยบายว่าจะลดภาษีเงินปันผลสำหรับบริษัทสัญชาติสหรัฐนอกประเทศ ที่นำเงินกลับเข้าประเทศ จาก37%เหลือ10%ซึ่งกว่าจะเห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายก็ต้องรอปีหน้า
ขณะที่ บล.โนมูระ พัฒนสิน (CNS)คาดดัชนีหุ้น ในครึ่งแรกปีนี้จะแกว่งในกรอบ1,250-1,500จุด ส่วนเป้าหมายทั้งปีอยู่ที่1,515จุด มองตลาดหุ้นไทยถูกในเชิงพื้นฐาน หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในไตรมาส4ที่ผ่านมา จึงแนะนำกลุ่มที่อิงการเติบโตจากเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือการเติบโตตามภูมิภาคอาเซียนหนุน และกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ
ดังนั้น นักลงทุนที่ถือหุ้น ชั้นดีไว้แล้ว ไม่ควรตกใจขายทิ้งหุ้น หากข่าวที่เกิดขึ้นไม่กระทบปัจจัยพื้นฐานของบริษัท และกลับมองเป็นโอกาสซื้อของถูกไว้เพิ่มเติม







