
มังกรหวั่นฟองสบู่เทคโนโลยี
เล็งคุมเข้มการลงทุนและควบรวมกิจการของเอกชนนอกธุรกิจหลัก
เล็งคุมเข้มการลงทุนและควบรวมกิจการของเอกชนนอกธุรกิจหลัก
จีนคุมเอกชนหวั่นเกิดฟองสบู่เทคโนโลยี ด้านมูดี้ส์ชี้หนี้รัฐวิสาหกิจจีนพุ่ง 115% หนี้รัฐแตะ 280%
ไคซิน เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ของจีน เปิดเผยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน (ซีเอสอาร์ซี) คุมเข้มไม่ให้ภาคเอกชนจีนขายหุ้นเพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก โดยเฉพาะภาคเทคโนโลยี เช่น ระบบการเงินอินเทอร์เน็ต เกมออนไลน์ และโลกเสมือนจริง (วีอาร์) เพื่อป้องกันภาวะฟองสบู่ภาคเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ซีเอสอาร์ซีเตรียมคุมเข้มการอนุญาตการเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ของภาคเอกชนจีนที่ต้องการลงทุนในภาคธุรกิจดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ บรรดาผู้สังเกตการณ์ตลาดเตือนความเสี่ยงภาวะฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยี หลังบรรดานักลงทุนแห่ลงทุนในภาคธุรกิจดังกล่าวมากขึ้น เพื่อเก็งกำไรจากการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจจีน
แหล่งข่าวระบุว่า บรรดาภาคเอกชนจีนที่ไม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจหลัก ต่างหันไปลงทุนในธุรกิจอื่นนอกธุรกิจหลักแทน โดยใช้เอ็มแอนด์เอบังหน้าเพื่อให้เป็นไปตามกฎของซีเอสอาร์ซี
ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวในภาคอุตสาหกรรมอย่างภาคการผลิตและก่อสร้าง ส่งผลให้บรรดานักลงทุนหันไปลงทุนในภาคเทคโนโลยี การเงิน และสื่อสารมวลชนมากขึ้น โดยข้อมูลของ วินด์ อินฟอร์เมชั่น เปิดเผยว่า ในปี 2015 ภาคเอกชนจีนสามารถระดมทุนได้กว่า 1.04 แสนล้านหยวน (ราว 5.63 แสนล้านบาท) เพื่อลงทุนในภาคเทคโนโลยี
จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ภาคเอกชนจีนประสบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น โดยก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนปัญหาหนี้สินภาคเอกชนอาจสูงถึง 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 45.66 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ การผลิต ค้าปลีกค้าส่ง เหมืองและเหล็ก
เช่นเดียวกับซีแอลเอสเอ บริษัทโบรกเกอร์ในกรุงโตเกียว ที่คาดว่าปริมาณหนี้เสียของจีนที่แท้จริงอาจมากกว่าตัวเลขที่ทางการเปิดเผยถึง 9 เท่า อยู่ที่ราว 6.9 ล้านล้านหยวน (ราว 37.34 ล้านล้านบาท) -9.1 ล้านล้านหยวน (ราว 49.25 ล้านล้านบาท)
ล่าสุด มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับเครดิตรายใหญ่ คาดการณ์ว่า ปริมาณหนี้สินรัฐวิสาหกิจจีนอาจอยู่ที่ 115% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีก่อน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับหนี้รัฐวิสาหกิจญี่ปุ่นที่ 31% ของจีดีพี และหนี้รัฐวิสาหกิจเกาหลีใต้ที่ 28.9% ต่อจีดีพี
รายงานของมูดี้ส์ ระบุว่า หนี้ภาคเอกชนจีนมีขนาดน้อยกว่าและมีเสถียรภาพกว่าหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ส่วนหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับปานกลาง เช่นเดียวกับหนี้รัฐบาลจีนที่ราว 40% ของจีดีพี
“ปริมาณหนี้รัฐวิสาหกิจจีนอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่องบดุลของประเทศ” มูดี้ส์ ระบุ พร้อมแนะให้จีนเร่งปรับโครงสร้างหนี้ ควบรวมกิจการหรือลดขนาดของรัฐวิสาหกิจ และอัดฉีดเงินเพิ่ม ส่วนมาตรการที่เปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์แปลงหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของบริษัทเอกชนกับหุ้นของบริษัทนั้นๆ หรือหุ้นแลกหนี้ จะทำให้ความน่าเชื่อถือรัฐวิสาหกิจลดลง
ขณะที่ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ระบุว่า ปริมาณหนี้จีนที่ถือครองโดยรัฐบาล ภาคครัวเรือน ภาคเอกชน และสถาบันทางการเงิน สูงถึง 280% ของจีดีพีในไตรมาส 3 ของปีก่อน เมื่อเทียบกับ 215% ต่อจีดีพีไตรมาสเดียวกันของปี 2010







