
ออมสินมั่นใจ สินเชื่อปีนี้ไม่พลาดเป้า
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ธนาคารออมสินเปิดเผยผลกำไรไตรมาสแรกปี 2559 มีกำไรสุทธิ 1,656 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนประมาณ 500 ล้านบาท เนื่องจากเริ่มมีการหักเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจอัตรา 0.18% ของเงินฝากที่รับเข้ามา รวมแล้วประมาณ 800 ล้านบาท ขณะที่ยอมรับว่าหนี้เสียเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับควบคุมได้
ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า หากไม่มีภาระหักเงินนำส่งกองทุน กำไรสุทธิของธนาคารจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยรายได้สำคัญในไตรมาสแรกยังคงมาจากรายได้ดอกเบี้ย 14,041 ล้านบาท ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมมี 1,129 ล้านบาท
สำหรับการปล่อยสินเชื่อในไตรมาสแรกลดลง 17,659 ล้านบาท หรือลดลง 0.9% เทียบกับสิ้นปี 2558 ทำให้ฐานสินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาสอยู่ที่ 1.902 ล้านล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงการชำระคืนเงินกู้ของลูกค้ารายใหญ่ แต่การที่ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีหลายโครงการที่ธนาคารเข้าไปสนับสนุน มีโครงการใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้านประชารัฐ และส่วนอื่นๆ ตามกลยุทธ์ของธนาคาร ทำให้ยังมั่นใจว่าปีนี้สินเชื่อจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย คือปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ประมาณ 4 แสนล้านบาท เติบโตสุทธิ 1 แสนล้านบาท หรืออัตราเพิ่ม 6-7%
“ช่วงไตรมาสแรกของทุกปีสินเชื่อของธนาคารทั้งระบบจะเติบโตไม่มากนักเพราะเป็นโลว์ซีซั่นของปี ในส่วนของออมสินเองแม้จะปล่อยสินเชื่อใหม่ไปกว่า 1 แสนล้านบาท แต่ยอดสินเชื่อสุทธิก็ยังลดลง 17,659 ล้านบาท เพราะมีลูกค้ารายใหญ่คืนสินเชื่อด้วย และขณะนี้เพิ่งผ่านไป 1 ไตรมาส ธนาคารยังคงเป้าหมายสินเชื่อเติบโตที่ 6-7% เงินฝากเติบโต 4-6% โดยดูแลให้เป็นไปตามภาวะตลาดเพื่อดูแลฐานลูกค้า แม้ปัจจุบันธนาคารจะมีสภาพคล่องอยู่ 3-4 แสนล้านบาท”
นอกจากนี้ การที่ธนาคารเป็นธนาคารรัฐก็ยังต้องมีหน้าที่ประคองเศรษฐกิจโดยเฉพาะกลุ่มฐานรากเห็นได้จากที่แม้ธนาคารจะมีส่วนแบ่งตลาดในส่วนของสินเชื่อโดยรวมอยู่ที่ 12.86% แต่ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยนั้นธนาคารมีส่วนแบ่งอยู่ถึง 20.72%
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากเป็น 1.61% แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเอ็นพีแอลของธนาคารทั้งระบบที่อยู่ที่ 2.69% ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่ 4 แห่ง อยู่ที่ 2.84% ธนาคารเฉพาะกิจไม่รวมธนาคารออมสินอยู่ที่ 5.20%
ด้านสินเชื่อตามโครงการตามนโยบายของรัฐบาล หรือพอร์ต PSA นั้น มีหนี้เสียน้อยมาก และแม้ในระยะต่อไปจะต้องดำเนินตามโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบก็จะบริหารให้เกิดหนี้เสียน้อยที่สุด ดังนั้นสถานการณ์เอ็นพีแอลโดยรวมยังไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ในส่วนโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ คาดว่ากระทรวงการคลังจะเสนอโครงเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ ภายใต้โครงการนี้คาดว่าธนาคารออมสินจะร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเข้าไปให้สินเชื่อแก่ลูกค้าที่ปัจจุบันมีหนี้นอกระบบอยู่รวมกันราว 4.5 หมื่นล้านบาท หรือธนาคารละ 2.25 หมื่นล้านบาท โดยจะปล่อยกู้รายละไม่เกิน 2 แสนบาท เทียบกับการสำรวจของกระทรวงมหาดไทยที่พบว่าหนี้ผู้ที่มีหนี้นอกระบบนั้น มีหนี้เฉลี่ยรายละ 5 หมื่นบาท คิดดอกเบี้ยประมาณ 0.75-1% ต่อเดือน ดีกว่าการไปกู้หนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 10% ต่อเดือน แต่ภายใต้โครงการนี้จะมีการนำระบบชุมชน กลุ่มอาชีพ เข้ามาช่วยควบดูแลไม่ให้เกิดหนี้นอกระบบเพิ่มควบคู่ไปด้วย
ขณะที่การให้บริการอี-เพย์เมนต์นั้น ธนาคารพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของจุดรับชำระเงิน โดยอยู่ระหว่างการลงทุนติดตั้งเครื่องรับชำระเงิน (อีดีซี) ให้ครบทุกสาขาทั่วประเทศภายใน 1-2 เดือนนี้ จากปัจจุบันที่ทดลองใช้ในสาขานำร่อง 5-6 สาขา







