
เพิ่มโทษแบนบิ๊กบจ.
คาดมีผลก.ค.นี้ โทษสูงสุด 10 ปีปั่นหุ้นเจอหนัก
คาดมีผลก.ค.นี้ โทษสูงสุด 10 ปีปั่นหุ้นเจอหนัก
ผู้บริหาร บจ.ระวังตัว ก.ล.ต. คาดเกณฑ์แบน-ประจานคนทำผิดจะเริ่มใช้ ก.ค. ส่วนไอพีโอเข้มคุณสมบัติซีเอฟโอ
นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ ก.ล.ต.เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกี่ยวกับการเพิ่มโทษกับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ทำความผิดและถูกเปรียบเทียบปรับ โดยการห้ามดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการและผู้บริหารใน บจ.
ทั้งนี้ หากรับฟังความคิดเห็นแล้วเสร็จ จะนำเสนอให้กับคณะกรรมการของ ก.ล.ต.พิจารณาต่อไป โดยคาดว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะสามารถประกาศใช้ได้ในช่วงเดือน ก.ค. และจะสามารถเปิดเผยรายชื่อผู้บริหาร บจ.ที่ทำผิดได้ในคราวเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เรื่องของระยะเวลาการห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหาร บจ.นั้น ยังไม่สามารถระบุได้ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของความผิด ซึ่งต้องมีการประเมินอีกครั้ง
นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ระยะเวลาในการห้ามดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการ และผู้บริหารใน บจ.นั้นกำหนดสูงสุดจะไม่เกิน 10 ปี โดยมีคณะกรรมการวินัยเป็นผู้พิจารณาในแต่ละคดี ทั้งนี้มีหลักการว่า จะลงโทษหนักหรือเบานั้นพิจารณาถึงความผิดที่กระทำ เช่น การสร้างราคาหุ้น (ปั่นหุ้น) จะร้ายแรงว่าการใช้ข้อมูลภายในมาหาประโยชน์ในการซื้อขายหลักทรัพย์ (อินไซเดอร์เทรดดิ้ง) รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นหรือผลประโยชน์ที่ได้รับด้วย ส่วนความผิดในเรื่องการแพร่ข่าว ก็จะถูกลงโทษลดหลั่นกันไป ยกเว้นว่ามีการตรวจสอบพบว่ามีเจตนาในการสร้างราคาก็จะต้องโดนหนัก
“ไม่ใช่ว่าใครโดนเปรียบเทียบปรับคดีปั่นหุ้นแล้วจะโดนแบนนาน 10 ปี ทุกคน เราจะต้องดูถึงเม็ดเงินที่เกี่ยวข้องด้วย นอกจากนั้นการเพิ่มโทษแบนผู้บริหาร บจ.ครั้งนี้ จะพิจารณาจากวันที่ถูกเปรียบเทียบปรับเป็นหลัก แม้ว่ากระทำความผิดมาแล้วหลายปีก็ตาม” นายสมชาย กล่าว
เกณฑ์ที่ใช้ในปัจจุบันผู้บริหาร บจ.ที่ยอมรับการลงโทษโดยการเปรียบเทียบปรับยังคงสามารถเป็นคณะกรรมการและผู้บริหาร บจ.ต่อไปได้ เพราะเห็นว่าได้รับโทษเพียงพอแล้ว แต่เพื่อต้องการยกระดับการมีบรรษัทภิบาลของตลาดทุนไทย และต้องการให้ผู้กระทำความผิดไม่กลับมากระทำความผิดซ้ำ จึงต้องเพิ่มบทลงโทษในการแบนและเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะทราบโดยทั่วไป
ที่ผ่านมา ผู้บริหาร บจ.หลายแห่งที่ถูกเปรียบเทียบปรับและยังคงนั่งบริหารธุรกิจตามปกติ แต่สังคมเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมองว่าผู้บริหารคนนั้นไม่เหมาะสมที่จะบริหารบริษัทมหาชนที่มีผู้เกี่ยวข้องมากมายต่อไป แต่คณะกรรมการบริษัทกลับมีมติให้ผู้บริหารคนนั้นบริหารธุรกิจต่อไป ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่นักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนสถาบันจำนวนมาก
นอกจากนั้น ก.ล.ต.ยังมีแนวคิดปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน (ไอพีโอ) โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหารสูงสุดสายงานบัญชีและการเงิน (ซีเอฟโอ) และสมุห์บัญชีของบริษัทที่เสนอขายหุ้นไอพีโอและบริษัทจดทะเบียนที่เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชน ซึ่งซีเอฟโอและสมุห์บัญชีเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการจัดทำงบการเงินของบริษัทดังกล่าว
เกณฑ์ที่เสนอจะกำหนดให้ซีเอฟโอและสมุห์บัญชีต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักการบัญชี มีประสบการณ์ตามที่กำหนด และมีการพัฒนาความรู้ทางบัญชีอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลการศึกษา ประวัติการอบรมด้านบัญชีและประสบการณ์การทำงาน เพื่อส่งเสริมให้บริษัทมีบุคลากรที่เหมาะสม เข้าใจบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดทำรายงานทางการเงินและระบบการควบคุมภายใน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของรายงานทางการเงินให้ยั่งยืน ทั้งนี้ ก.ล.ต.เปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 3 ก.ค. 2559
ที่ผ่านมา ก.ล.ต.เพิ่มเกณฑ์การเสนอายหุ้นไอพีโอหลายเกณฑ์ เช่น การกำหนดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) ขั้นต่ำ หุ้นละ 0.50 บาท







