
ยนตรกรรมใหม่ยังกระตุ้นได้ "ฮอนด้า" เพิ่มทางเลือกครบรุ่น
ความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ยังเป็นตัวกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคได้อยู่
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
ในสถานการณ์ตลาดรถยนต์ที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อนจนกระทั่งผ่านไตรมาสแรกของปี 2559 ไปแล้ว ยังไม่มีวี่แววฟื้นตัวจากผลกระทบหลายสิ่งที่มีผลต่อตลาด อาทิ สถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว, กำลังซื้อผู้บริโภคยังระวังใช้จ่าย, สถานการณ์หนี้ครัวเรือนสูง, ผลกระทบภัยแล้ง และอื่นๆ อีกมากมาย
ทำให้นาทีนี้ เหล่าบรรดาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ต่างต้องมองหาลู่ทางการกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคในทุกวิถีทาง เพื่อรักษายอดขายไม่ให้ลดต่ำลง หรือหากเป็นไปได้ คือ การฟื้นให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้นได้ในนาทีนี้
สมภพ ปฏิภานธาดา ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ต่างมองหาความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์เปรียบเทียบกับในแต่ละระดับ ดังนั้นบริษัทเองจึงเพิ่มทางเลือกในทุกระดับทุกประเภท ให้ผู้บริโภคประกอบการตัดสินใจซื้อตามความต้องการได้ง่ายยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ สถานการณ์การขายในมุมมองของผู้ผลิตเอง มองว่า ความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ยังเป็นตัวกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคได้อยู่ แต่อย่างไรก็ตามโปรโมชั่นก็ขาดไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากความเคยชินตั้งแต่ช่วงโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกเป็นต้นมา ที่มีความรุนแรงของการให้โปรโมชั่นมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมองว่าทั้งสองอย่างคงจะยังแยกออกจากกันไม่ได้อย่างสิ้นเชิงในเร็ววันนี้ ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่กันไปเช่นนี้ เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความต้องการด้านโปรโมชั่นเป็นจุดกระตุ้นการตัดสินใจรองลงมาจากความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ โดยหากผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์แต่โปรโมชั่นไม่ตอบโจทย์ ผู้บริโภคอาจจะชะลอการตัดสินใจซื้อออกไปก่อน หรืออาจเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดในช่วงเวลาเดียวกันนี้
ดังนั้น มองว่าปัจจุบันนี้ต้องให้ผลิตภัณฑ์เป็นตัวชูโรงนำหน้าโปรโมชั่น จึงจะเกิดการตัดสินใจซื้อ และเชื่อว่าในอนาคตหลังจากนี้ ผลิตภัณฑ์จะเป็นตัวขับเคลื่อนแทนโปรโมชั่น ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคในทุกด้าน อาทิ ด้านความประหยัด ด้านความสะดวกสบาย ด้านความคุ้มค่า เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เช่นนี้มองว่ายังไม่ต้องมีการปรับแผนด้านการผลิตหรือการเปิดตัวให้มีความเร็วและความถี่มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันระยะเวลาการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ยังมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5 ปี เนื่องด้วยการลงทุนที่สูงในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และจุดคุ้มทุนที่ต้องใช้ระยะเวลา แต่ยอมรับว่ามีบางปัจจัยที่อาจต้องเร่งให้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความสดใหม่ด้านผลิตภัณฑ์
ขณะที่ในช่วงกลางปี 2559 นี้ บริษัทได้มีการเตรียมเปิดตัว ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ ภายหลังการเปิดตัว ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ในช่วงกลางเดือน มี.ค. ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีมา บริษัทได้เปิดตัวไปแล้วจำนวน 3 รุ่น
ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีจากนี้ไปตามทิศทางตลาดโลก จะไปสู่เครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กลง (ดาวไซส์ซิ่ง) แต่คงไว้ซึ่งประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโจทย์ที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างต้องให้ความรู้ต่อตลาดและสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคให้เกิดการใช้งาน เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวยังมีราคาที่สูง โดยหากการตอบรับขยายไปในวงกว้าง จะช่วยให้ราคาสามารถเข้าถึงง่ายขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อวงการอุตสาหกรรมยานยนต์และผู้บริโภคชาวไทย
ซีวิค เจนฯ 10
เข้าสู่เจเนอเรชั่นที่ 10 แล้วสำหรับ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ที่มาพร้อมความสด ปรับเปลี่ยนการออกแบบใหม่หมดจากรุ่นก่อน ซึ่งพรีเมียมยิ่งขึ้น พร้อมความสปอร์ต ที่สื่อด้วยเส้นสายที่คมชัดโดดเด่นโฉบเฉี่ยว
ที่เป็นจุดเด่นเฉพาะตัวจะอยู่ที่ไฟท้ายรูปตัว C แบบ LED ที่บ่งบอกถึงความเป็น ฮอนด้า ซีวิค อย่างเด่นชัด สอดคล้องกับไฟหน้าสไตล์สปอร์ต พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (เดย์ไทม์รันนิ่งไลต์) รวมถึงกระจังหน้าที่เข้ากัน และล้ออัลลอยดีไซน์เฉี่ยวเป็นอย่างดี
ขณะที่ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง โดยยึดหลักการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นหลัก มีความกว้างมากขึ้นด้วยการขยายระยะฐานล้อ ส่วนความสูงแม้จะลดให้ต่ำลงเพื่อสวยงาม แต่ก็ไม่รู้สึกอึดอัด
สำหรับเครื่องยนต์มาพร้อมกัน 2 เครื่องยนต์ด้วยกัน คือ
1.เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC ให้กำลังสูงสด 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 174 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT รองรับเชื้อเพลิงสูงสุดแก๊สโซฮอล์ อี85
2.เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC Turbo ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดแบบ Flat Torque 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700-5,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT ซึ่งฮอนด้าเคลมไว้ว่า กำลังเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบนั้นเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร และมีอัตราประหยัดน้ำมันเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร เนื่องด้วย 3 เทคโนโลยีหลัก คือ ระบบหัวฉีด ไดเรกต์อินเจกชั่น และท่อไอดีแบบตรง, ระบบการควบคุมการเปิด-ปิดวาล์วแบบคู่ และเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่มีระบบควบคุมช่องระบายไอเสียส่วนเกินด้วยไฟฟ้า
อารมณ์การขับขี่หลังจากที่ “โพสต์ทูเดย์” ได้สัมผัสทั้งสองรุ่นบนเส้นทาง ภูเก็ต-กระบี่ ทั้งไปและกลับ ระยะทางรวมราว 300 กม. ต้องกล่าวเลยว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจนของทั้งสองรุ่น ซึ่งอัตราการตอบสนองต้องยกให้เครื่อง 1.5 ลิตร เทอร์โบ ขณะที่รุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร สมบูรณ์ตามแบบฉบับฮอนด้า







