
ปตท.สผ.กำไรฟื้นจากสิ้นปี
“PTTEP” อวดกำไรไตรมาสแรกปี 2559 กว่า 5,600 ล้าน ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หลังสำรองหดราคาขายยังวูบตามน้ำมัน มองดีน้ำมันน่าดีขึ้นหลังเชลออยล์หยุดผลิต
“PTTEP” อวดกำไรไตรมาสแรกปี 2559 กว่า 5,600 ล้าน ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หลังสำรองหดราคาขายยังวูบตามน้ำมัน มองดีน้ำมันน่าดีขึ้นหลังเชลออยล์หยุดผลิต
นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานของบริษัทในงวดไตรมาสแรกปี 2559 มีกำไรสุทธิ 5,624.81 ล้านบาท หรือ 157 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.04 เหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 1.36 บาท ลดลง 35% จากไตรมาสแรกปี 2558 ที่มีกำไรสุทธิ 264 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 8,616 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.07 เหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 2.16 บาท แต่เมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 4 ปี 2558 ถือว่าปรับตัวดีขึ้น 19% โดยไตรมาสก่อนหน้ามีกำไรสุทธิ 132 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4,728.24 ล้านบาท เพราะปริมาณการตั้งสำรองลดลง 210 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากปริมาณสำรองปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ไตรมาสแรกปี 2559 บริษัทมีรายได้รวม 1,093 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.89 หมื่นล้านบาท ลดลง 360 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2558 ที่มีรายได้รวม 1,453 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 47,448 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยราคาขายเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ 35.08 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงจากไตรมาสแรกของปี 2558 ที่ 48.95 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ในด้านปริมาณการขาย บริษัทยังคงสามารถดำเนินการผลิตได้ตามแผน โดยมีปริมาณการขายเฉลี่ยสำหรับไตรมาสแรกปี 2559 อยู่ที่ 3.29 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 3.15 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในไตรมาสแรกปี 2558
อย่างไรก็ตาม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ตกต่ำ บริษัทได้ดำเนินนโยบายลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในไตรมาสแรกปี 2559 ลดลงเหลือ 907 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 3.23 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับ 1,174 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 3.83 หมื่นล้านบาท ในไตรมาสแรกปี 2558 ส่วนใหญ่ลดลงจากค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหาร
นายสมพร กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันนั้นน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยอยู่ที่ 30.42 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดลงจากไตรมาส 4 ซึ่งอยู่ที่ 40.71 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพราะปริมาณการผลิตในระบบลดลงโดยเฉพาะจากผู้ผลิตจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ในสหรัฐที่ลดการผลิตลงไปประมาณ 6 แสนบาร์เรล ภายหลังจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่ำกว่าต้นทุนในการผลิต ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันยังคงเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่สถาบันพลังงานระหว่างประเทศ (EIA) ประเมินว่าความต้องการใช้น้ำมันปีนี้จะอยู่ที่ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน แต่ก็ยังต้องพิจารณาในเรื่องของอิหร่านด้วยที่จะผลิตและส่งออกน้ำมันที่มีกำลังผลิตวันละ 7 แสนบาร์เรล/วัน
สำหรับแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนยังต้องติดตามภายหลังจากธนาคารกลางสหรัฐชะลอขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะต้องติดตามดูนโยบายของธนาคารกลางยุโรปในเรื่องของดอกเบี้ยต่อเนื่อง ซึ่งถ้าเงินบาทอ่อนค่าจะมีผลกระทบต่องบการเงินโดยเฉพาะในการลงบัญชี แต่ไม่มีผลต่อกระแสเงินสด ซึ่งส่วนของอัตราดอกเบี้ยนั้นแม้ภาพรวมจะมีทิศทางเพิ่มขึ้นแต่ไม่ต้องกังวล เพราะกว่า 80% ของหนี้ทั้งหมดของบริษัทที่มีอยู่กว่า 2.99 แสนล้านบาทนั้นอัตราดอกเบี้ยคงที่







