
ทีวีดิจิทัลปี'60ถึงจุดเปลี่ยน
พีพีทีวีเผยปี 2560 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทีวีดิจิทัล ล่าสุดประกาศภาพลักษณ์ช่องเป็นกีฬา หวังสร้างความต่างคู่แข่งที่เน้นละคร
พีพีทีวีเผยปี 2560 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทีวีดิจิทัล ล่าสุดประกาศภาพลักษณ์ช่องเป็นกีฬา หวังสร้างความต่างคู่แข่งที่เน้นละคร
นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่องพีพีทีวี เปิดเผยว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลในปี 2560 จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่างภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง การหมดวาระของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) การมีโครงข่ายทีวีดิจิทัลครอบคลุมทั่วประเทศไทย หรือการมีบริษัทใหม่เข้ามาดูแลการวัดเรตติ้ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ภาพของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลมีความชัดเจนและคึกคักมากขึ้น
ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว บริษัทได้มีการปรับภาพลักษณ์ของช่องพีพีทีวีใหม่ ด้วยการเพิ่มคอนเทนต์ในส่วนของกีฬามากขึ้น เพื่อให้ช่องพีพีทีวีมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งเรื่องกีฬา ภายหลังจากได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดกีฬามาไม่ต่ำกว่า 10 รายการ รวมการแข่งขันประมาณ 237 แมตช์ ประกอบด้วย พรีเมียร์ลีก, บุนเดสลีกา, กัลโช เซเรีย อา, ลาลีกา, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ, อินเตอร์เนชั่นแนลแชมเปี้ยนส์คัพ, ฟีฟ่า เวิลด์คัพ และดอร์ตมุนด์ ทีวี
“กระแสข่าวที่ออกมาว่าช่องพีพีทีวีเซไปบ้าง ยอมรับว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงของการปรับตัวและตั้งรับ เพื่อหาหัวเรือใหญ่ในการสร้างช่องพีพีทีวี ซึ่งวันนี้เราก็เจอแล้วคือ กีฬา ปัจจัยที่ทำให้บริษัทเพิ่มสัดส่วนคอนเทนต์กีฬา เพราะว่าการแข่งขันกีฬาถือเป็นคอนเทนต์เดียวที่ผู้ชมจะดูสด ซึ่งต่างไปจากละครที่แข่งขันกันรุนแรงอยู่ในขณะนี้และผู้ชมสามารถดูรีรันได้” นายเขมทัตต์ กล่าว
ปัจจุบันช่องพีพีทีวีมีสัดส่วนคอนเทนต์กีฬาอยู่ที่ประมาณ 30% ข่าว 30% และวาไรตี้บันเทิง 40% ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวถือว่ามีความแตกต่างไปจากปีก่อนที่สัดส่วนคอนเทนต์กีฬาจะอยู่ที่ 10% ข่าว 25% และวาไรตี้บันเทิง 75% เนื่องจากบริษัทต้องการสร้างความแตกต่างจาก คู่แข่งในตลาด ซึ่งปัจจุบันจะแข่งขันในด้านของคอนเทนต์ละคร และจากการปรับแผนการดำเนินงานดังกล่าวทำให้บริษัทจะต้องใช้งบการตลาดเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เตรียมไว้ 200-300 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ก็อาจจะต้องเพิ่มงบลงทุนในด้านของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านของกีฬา และปรับปรุงซอฟต์แวร์ เพื่อรองรับคอนเทนต์กีฬาที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมไปถึงการลงทุนสตูดิโอ เพื่อรองรับการจัดรายการกีฬาต่างๆ
สำหรับรูปแบบการทำตลาดและขายโฆษณารายการกีฬาต่างๆ ที่บริษัทได้รับสิทธิถ่ายทอดสดมานั้น เบื้องต้นบริษัทมีแผนที่จะขายโฆษณาในรูปแบบของแพ็กเกจรวมรายการกีฬา เพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าในการซื้อโฆษณา โดยจะเน้นไปที่แพ็กเกจขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นหลัก ส่วนราคาจะวางอยู่ที่เท่าไหร่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการวางแผน
“ถึงแม้ว่ายังไม่กำหนดราคาขณะนี้มีลูกค้าให้ความสนใจเข้ามาซื้อโฆษณาแล้วประมาณ 10 ราย ซึ่งหลังจากออกมาปรับภาพลักษณ์ของช่องเป็นกีฬาคาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนผู้ชมได้เป็นที่น่าพอใจ”
นายเขมทัตต์ กล่าวอีกว่า การจ่ายค่าใบอนุญาตงวดที่ 3 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 24 พ.ค.นี้ บริษัทและผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลอีกประมาณ 8 ช่อง มีแผนที่จะเข้าไปยื่นหนังสือถึง กสทช.อีกครั้งหนึ่งภายในต้นเดือน พ.ค.นี้ เพื่อขอยืนยันแนวทางการเรียกร้องตามหนังสือฉบับเดิมที่เคยไปเมื่อก่อนหน้านี้ เนื่องจากต้องการให้ กสทช.เข้าใจการทำงานของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และขอความเห็นใจโดยเฉพาะในเรื่องของการเลื่อนจ่ายค่าใบอนุญาตงวดที่ 3 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวก็จะรอการตัดสินจากศาลปกครองไปด้วย โดยทางบริษัทและผู้ประกอบการที่เข้าไปร่วมยื่นหนังสือ หวังว่าจะได้รับความเห็นใจและความเข้าใจจากศาลปกครอง







