
เงินบาทกลับทิศรอเข้าสู่ฤดูช่วงจ่ายเงินปันผล
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 34.90-35.20 ในสัปดาห์นี้ คาดว่าเงินบาทเริ่มมีแนวโน้มอ่อนค่าหลังจากขึ้นมายืนเหนือระดับ 35.00 ได้สำเร็จ และเคลื่อนไหวคงอยู่ในกรอบแคบ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่มาขับเคลื่อนตลาด และจะต้องจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะจบลงในวันพฤหัสบดีนี้ ถึงแม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่เรามองว่าเฟดอาจเริ่มส่งสัญญาณเพื่อปรับมุมมองนักลงทุนให้พร้อมสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. ซึ่งขณะนี้นักลงทุนในตลาดสัญญาฟิวเจอร์สมองว่ามีโอกาสเพียง 20% เท่านั้นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. แต่ระดับที่เหมาะสมควรเป็นระดับ 70% ดังนั้นเราอาจเห็นประธานเฟดสาขาต่างๆ ออกมาประสานเสียงกันมากขึ้นเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยเหมือนเช่นในเดือน พ.ย. 2015 ก่อนที่เฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย มองว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 34.90-35.20 ในสัปดาห์นี้ คาดว่าเงินบาทเริ่มมีแนวโน้มอ่อนค่าหลังจากขึ้นมายืนเหนือระดับ 35.00 ได้สำเร็จ และเคลื่อนไหวคงอยู่ในกรอบแคบ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่มาขับเคลื่อนตลาด และจะต้องจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะจบลงในวันพฤหัสบดีนี้ ถึงแม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะไม่เปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่เรามองว่าเฟดอาจเริ่มส่งสัญญาณเพื่อปรับมุมมองนักลงทุนให้พร้อมสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. ซึ่งขณะนี้นักลงทุนในตลาดสัญญาฟิวเจอร์สมองว่ามีโอกาสเพียง 20% เท่านั้นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. แต่ระดับที่เหมาะสมควรเป็นระดับ 70% ดังนั้นเราอาจเห็นประธานเฟดสาขาต่างๆ ออกมาประสานเสียงกันมากขึ้นเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยเหมือนเช่นในเดือน พ.ย. 2015 ก่อนที่เฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก
เรามองว่าเงินบาทจะอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าไปอีก 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากข้อมูลทุนสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทยสะท้อนว่ามีการเข้าแทรกแซงค่าเงินอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาเพื่อให้เงินบาทอ่อนค่า ประกอบกับการที่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นจะเริ่มประกาศผลกำไรและจ่ายเงินปันผล ซึ่งประเมินว่าเงินปันผลที่จะจ่ายออกให้แก่นักลงทุนต่างชาติจะสูงถึง 9.58 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.
ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่จะกระทบการเคลื่อนไหวของค่าเงิน ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกคำสั่งซื้อสินค้าของโรงงาน ราคาบ้าน และดัชนีเงินเฟ้อของสหรัฐ อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซน และการส่งออกและตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนของไทย
เงินบาท เปิดตลาดที่ 35.00 ก่อนจะแข็งค่าขึ้นไปทดสอบระดับ 34.80 ใกล้เคียงกับระดับที่แข็งค่าที่สุดในปีนี้ที่ 34.70 เนื่องจากนักลงทุนกลับมาอยู่ในภาวะกล้าเสี่ยงถึงแม้ว่าการประชุมของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันที่กรุงโดฮาจะจบลงด้วยความผิดหวัง หลังซาอุดิอาระเบียปฏิเสธที่จำกัดเพดานการผลิตน้ำมันที่ระดับปัจจุบัน เนื่องจากกลัวว่าจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับอิหร่านที่ไม่ยอมเข้าร่วมการประชุม
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันกลับปรับลดลงเพียงวันเดียวหลังการประชุมก่อนจะเร่งขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากคนงานในบริษัทน้ำมันของคูเวตออกมาประท้วง ทำให้คูเวตต้องลดการผลิตลงกว่าครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันกลับมาร่วงลงในช่วงท้ายสัปดาห์ภายหลังการประท้วงจบลง ทำให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบแนวต้านที่ 35.10 เงินบาทปิดที่ 35.01 (วันศุกร์ 17.00 น.)
เงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 108.22 ใกล้เคียงกับระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 14 เดือนที่ 107.80 ทำให้ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (นายคูโรดะ) หวั่นใจว่าการแข็งค่าของเงินเยนจะส่งผลลบต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงออกมากล่าวว่าธนาคารพร้อมจะออกมาตรการเพิ่มเติมหากจำเป็น แต่หลังจากนั้นเงินเยนกลับอ่อนค่าลงตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้เกิดแรงเทขายเงินเยนเข้ามาซื้อสินทรัพย์เสี่ยง สะท้อนจากสกุลเงินเอเชียที่ปรับแข็งค่าขึ้นเกือบทุกสกุล นำโดยเงินวอน เงินริงกิต และเงินเหรียญสหรัฐ ไต้หวัน เงินเยนปิดตลาดที่ 110.59
เงินยูโร เปิดตลาดที่ 1.1295 และผันผวนตลอดสัปดาห์ โดยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1.1394 ก่อนการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าจะไม่มีมาตรการใดออกมาจึงลดการขายเงินยูโรล่วงหน้า แต่ประธาน ECB (นายดรากี) ได้ทำให้ตลาดประหลาดใจด้วยการเปิดเผยข้อมูลแผนการเข้าซื้อหุ้นของภาคเอกชนภายใต้มาตรการ QE ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ BBB- ขึ้นไป ทำให้นักลงทุนมองว่า ECB ยังมีเครื่องมือในการดูแลเงินเฟ้อ ภายหลังการประชุมเงินยูโร จึงอ่อนค่าลงมาปิดตลาดที่ 1.1258







