
แนวโน้มเศรษฐกิจจีน เร่งตัวขึ้นในไตรมาส 2
เศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัว 6.7% นับจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากบวก 6.8% เมื่อเทียบปีต่อปีในไตรมาส 4 ปี 2558 แต่ก็นับว่ายังขยายตัวได้ในอัตราที่สูง และไม่ได้ส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
เศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัว 6.7% นับจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแม้จะชะลอตัวลงเล็กน้อยจากบวก 6.8% เมื่อเทียบปีต่อปีในไตรมาส 4 ปี 2558 แต่ก็นับว่ายังขยายตัวได้ในอัตราที่สูง และไม่ได้ส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
นอกจากนั้น ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจต่างๆ ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ยังชี้ว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจาก 1) นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เริ่มส่งผ่านสู่ตลาด โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน 2) ภาคการผลิตที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว และ 3) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่พลิกกลับมาเพิ่มขึ้น ช่วยคลายความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออก
การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) ซึ่งนับเป็นปัจจัยผลักดันเศรษฐกิจที่สำคัญ เร่งตัวขึ้นอย่างมากในเดือน มี.ค. นำโดยการลงทุนในกลุ่มอสังหาฯ จากมูลค่ายอดขายบ้านที่สูงขึ้นต่อเนื่อง (บวก 71% เมื่อเทียบปีต่อปี ในเดือน มี.ค. สูงสุดในรอบกว่า 1 ปี) และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายตัวถึงบวก 19.6% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี โดยการเร่งตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สะท้อนถึงผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เริ่มส่งผ่านมาสู่ภาคเศรษฐกิจจริง
ภาคการผลิตที่อ่อนแอมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว จากผลของนโยบายการลดกำลังการผลิตส่วนเกิน (Supply Side Reform) เริ่มพลิกกลับมาขยายตัว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing PMI) ในเดือน มี.ค. ได้กลับมาอยู่ในระดับสูงกว่า 50 จุด ซึ่งนับเป็นระดับที่ชี้ถึงการขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน
การผ่อนคลายนโยบายการเงิน เช่น การลดอัตราส่วนเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (Reserve Requirement Ratio) และการอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลาง ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อกลับมาคึกคักอีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่ซบเซามาตลอดช่วงปีที่แล้ว เนื่องจากนโยบายการปราบปรามภาคธนาคารเงา โดยการผ่อนคลายนโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดระดมทุนโดยรวมสุทธิ (Total Social Financing) ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ พุ่งขึ้นเป็น 6.4 ล้านล้านหยวน หรือเพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสแรกของปีที่แล้ว
ด้านความเสี่ยงจากปัญหาเงินทุนไหลออก และการลดลงของทุนสำรองระหว่างประเทศ ดูมีแนวโน้มคลี่คลายลงเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้จีนได้ประสบปัญหากระแสเงินทุนไหลออกนับแต่ช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว หลังจากธนาคารกลางจีนได้ประกาศลดค่าเงินหยวนลง 2% ในเดือน ส.ค. 2558 ซึ่งทำให้ตลาดกังวลว่าเงินหยวนจะอ่อนลงต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดเงินทุนไหลออกเป็นจำนวนมาก โดยเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนลดลงจากจุดสูงสุดที่ราว 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน มิ.ย. 2558 มาอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา (ลดลง 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ)
แต่รายงานล่าสุดในเดือน มี.ค. ทุนสำรองระหว่างประเทศได้พลิกกลับมาเพิ่มขึ้น 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 3.21 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน่าจะสะท้อนว่ามาตรการของภาครัฐในการควบคุมเงินทุนไหลออกและความพยายามในการแทรกแซงค่าเงินหยวนในตลาดฮ่องกง รวมถึงการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ ตามการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด เริ่มส่งผลให้นักลงทุนมีความมั่นใจต่อเงินหยวนมากขึ้น
ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับความเสี่ยงจากปัญหาเงินทุนไหลออกที่เริ่มคลี่คลายลง ส่งผลให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีของจีนในปีนี้ขึ้นจาก 6.3% เป็น 6.5% และปีหน้าขึ้นจาก 6% เป็น 6.2% ในรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือน เม.ย. 2559 ซึ่งในรายงานเดียวกันนี้ ไอเอ็มเอฟได้มีการปรับลดคาดการณ์จีดีพีของโลกและเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ลงทั้งหมด การปรับประมาณการดังกล่าวน่าจะช่วยยืนยันว่าเศรษฐกิจจีนกำลังมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน และจีนไม่ได้กำลังประสบปัญหาการชะลอตัวอย่างรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวลแต่อย่างใด







