posttoday
ภัยธรรมชาติเขย่าซ้ำเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ

ภัยธรรมชาติเขย่าซ้ำเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ

20 เมษายน 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

แผ่นดินไหวสองครั้งใหญ่ในรอบ 2 วันที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 44 ราย กระทบกับการท่องเที่ยวและภาคการผลิตของญี่ปุ่นอย่างหนัก ในขณะที่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเอกวาดอร์ก็ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอีกมากกว่า 400 คน โดยประธานาธิบดี ราฟาเอล คอร์เรีย ของเอกวาดอร์ ระบุว่า ต้องใช้เงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐในการฟื้นฟู

ภัยธรรมชาติจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่กำลังดิ้นรนหนีภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจ ในขณะที่การขึ้นอัตราภาษีขายจาก 8% เป็น 10% ในปีหน้าเริ่มงวดเข้ามาใกล้ เช่นเดียวกับหลายประเทศต้องเผชิญกับสภาพอากาศผิดปกติจากปรากฏการณ์เอลนินโญ ซึ่งจะตามมาด้วยลานินญา กระทบกับการผลิตพืชผลและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์

สำหรับแผ่นดินไหวของญี่ปุ่นครั้งนี้ที่สร้างความเสียหายมากที่สุดนับตั้งแต่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2011 สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (ยูเอสจีเอส) ประเมินว่า มีความเป็นไปได้ 72% ที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภัยพิบัติจะมีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท)

ในวันเปิดตลาดวันแรกหลังจากประสบแผ่นดินไหว ดัชนีนิกเกอิปรับตัวลดลง 3.4% เป็น 16,275.95 จุด ในขณะที่ดัชนีโทปิกซ์ กรุงโตเกียว ปรับตัวลง 3% นำโดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เอกชนทั้งหมด 32 แห่ง จาก 33 แห่ง ร่วงสู่แดนลบกันถ้วนหน้า หลังโรงงานหลายแห่งประกาศหยุดทำการเพื่อประเมินความเสียหาย

โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ประกาศปิดโรงงานเกือบทั่วญี่ปุ่นทั้งสัปดาห์นี้หลังจากซัพพลายเออร์ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดแผ่นดินไหว ไม่สามารถจัดส่งชิ้นส่วนสำหรับประกอบรถยนต์ได้ โดย โคอิชิ ซูกิโมโตะ นักวิเคราะห์จาก มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ มอร์แกน สแตนเลย์ ในกรุงโตเกียว คาดการณ์ว่า ผลกำไรในไตรมาสปัจจุบันของโตโยต้าอาจจะลดลงถึง 3 หมื่นล้านเยน (ราว 9,700 ล้านบาท) เนื่องจากการหยุดผลิต

แม้ความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดในญี่ปุ่นจะไม่ส่งผลกระทบเท่ากับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเมื่อเดือน มี.ค. 2011 โดยเศรษฐกิจทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วน 6-8% เมื่อเทียบกับคุมาโมโตที่อยู่ที่ราว 1% ของเศรษฐกิจญี่ปุ่นเท่านั้น แต่แผ่นดินไหวครั้งนี้ก็เป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาหลายครั้งแล้ว

แผ่นดินไหวในปี 2011 มีความรุนแรงระดับ 9 ตามมาตรวัดริกเตอร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 2.8 หมื่นราย และสร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สิน เช่น อาคารบ้านเรือน มากถึง 3.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12 ล้านล้านบาท) และยังส่งผลให้ญี่ปุ่นจำต้องปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โดยเตาปฏิกรณ์ 11 แห่ง จากทั้งหมด 50 แห่ง ปิดตัวทันทีหลังเกิดเหตุ และทำให้ญี่ปุ่นขาดไฟฟ้าประมาณ 40% จากปกติ จนต้อง
นำเข้าพลังงานเพิ่มเติม และทำให้ญี่ปุ่นประสบกับการค้าขาดดุล

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าเข้าใกล้การขึ้นภาษีขายจาก 8% เป็น 10% ในเดือน เม.ย. 2017 เข้าไปทุกที และนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ยืนยันที่จะทำตามแผนการเดิม แม้การขึ้นภาษีขายจาก 5% เป็น 8% ในครั้งก่อน จะทำให้ญี่ปุ่นตกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2014 จนธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต้องขยายมาตรการซื้อคืนพันธบัตรเพิ่มเป็น 80 ล้านล้านเยน (ราว 25 ล้านล้านบาท) ในเดือน ต.ค. 2014 จากเดิมที่อยู่ที่อัตราปีละ 60-70 ล้านล้านเยน (ราว 19-22 ล้านล้านบาท)

ด้านเอกวาดอร์เองก็ต้องปวดหัวไม่แพ้กัน โดยขณะที่เกิดแผ่นดินไหว ตัวแทนจากเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) กำลังเข้าร่วมประชุมคงกำลังการผลิตที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ และผลการประชุมก็ไม่ดีต่อผู้ผลิตน้ำมันอย่างเอกวาดอร์เสียเท่าไร เนื่องจากไร้ข้อสรุปในการคงกำลังการผลิตเพื่อรอแรงซื้อฟื้นตัวและผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ยังคาดการณ์ว่าเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้อาจจะทำให้เศรษฐกิจเอกวาดอร์หดตัวลง 4.5%

ไม่ใช่เพียงแผ่นดินไหวเท่านั้นแต่สิ่งที่เกิดขึ้นจาก “ธรรมชาติ” อย่างปรากฏการณ์เอลนินโญเองก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดกับประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยก่อนหน้านี้
ไอเอ็มเอฟปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจากคาดการณ์เดิม 3.4% เป็น 3.2%

“ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่กำลังเผชิญการหดตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จากปัญหาทางการเมืองภายใน หรือแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ และหลายประเทศรายได้ต่ำกำลังทุกข์ทนกับภาวะแห้งแล้งและน้ำท่วมจากปรากฏการณ์เอลนินโญ” มัวไรซ์ ออบสต์เฟลด์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์
ไอเอ็มเอฟ กล่าว

เอลนินโญเป็นปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิดความแห้งแล้งในทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก หรือก็คือฝั่งภูมิภาคเอเชีย ในขณะที่ฝั่งตะวันออกหรือทวีปอเมริกาประสบกับฝนตกหนัก โดยก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ย. 2015 ที่ผ่านมา ไอเอ็มเอฟเคยออกรายงานเปิดเผยมาแล้วว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ แม้บางประเทศจะไม่ส่งผลอย่างชัดเจน

ไอเอ็มเอฟยกตัวอย่างอินเดีย โดยระบุว่า การขาดช่วงของมรสุมและอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นในอินเดียทำให้ภาคการเกษตรของอินเดียมีผลผลิตลดลง และทำให้ราคาสินค้าในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียจะปรับตัวลดลงราว 0.15% หลังจากผ่านไตรมาสแรกไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น สัดส่วนภาคเกษตรของอินเดียต่อการขยายตัวเศรษฐกิจยังลดลงจาก 28% ในปี 1997 เป็น 20% ในปี 2013 อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่า ภัยแล้งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย และหากภัยแล้งกินเวลาไปถึงเดือน ก.ย.-ต.ค. จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้ปรับตัวลดลง 1.1% หรือคิดเป็นมูลค่า 1.53 แสนล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 3-3.5%

สถานการณ์ดังกล่าวยังเกิดกับประเทศเพื่อนบ้านทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ความแห้งแล้งยังก่อให้เกิดไฟป่า ซึ่งมีแนวโน้มจะตามมาด้วยการช่วยเหลือจากภาครัฐ กระทบกับแผนการใช้จ่ายเดิมที่วางไว้ อย่างที่ญี่ปุ่นประกาศอาจควักงบประมาณสำรอง 3.5 แสนล้านเยน (ราว 1.1 แสนล้านบาท) มาใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวและภาคเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนมากที่สุด

ต่อจากปรากฏการณ์เอลนินโญ ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) ต่างจับตามองปรากฏการณ์ลานินญาที่อาจจะเริ่มรุนแรงในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ตรงกันข้ามกับเอลนินโญ โดยจะก่อให้เกิดภาวะฝนตกหนักกว่าปกติในเอเชีย และพายุหมุนเขตร้อนตามชายฝั่งแปซิฟิก

มนุษย์เราจึงยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่าง “ดิน ฟ้า อากาศ” ต่อไป และเศรษฐกิจโลกก็ต้องเผชิญกับปัจจัยดังกล่าวอย่างไม่มีทางเลี่ยงได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน