
ชีวิตจริง...ยิ่งกว่าละคร เป็นตัวเราจะทำอย่างไร
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
ที่มาของบทความเกิดจากการแลกเปลี่ยนความเห็นในกลุ่มการสนทนาผ่านไลน์ของผู้เขียนกับรุ่นน้องที่เรียนคณะบัญชี ของมหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง ว่าทำไมเด็กซึ่งหมายถึงผู้คนที่อยู่ในวัยทำงาน ไม่ว่าจะเริ่มทำงานหรือทำงานมาแล้วระยะหนึ่งว่า ...เพราะอะไรจึงสร้างความเสี่ยงทางการเงินเข้ามาในชีวิตของตัวเอง คนที่อยู่แวดล้อม บางกรณีก็ไปถึงผู้ปกครอง เช่น รักรถยนต์ยิ่งชีพ เพราะยอมทำประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง แต่หลีกเลี่ยงทุกหนทางในการลงทุนประกันชีวิตตนเอง เริ่มทำงานเมื่อใดก็ต้องพยายามมีบัตรเครดิต ใช้สินเชื่อส่วนบุคคลแบบผ่อนชำระเป็นงวดๆ โดยคิดแต่เพียงว่า ก็ดอกเบี้ยมัน 0% มันไม่ได้เสียอะไรเลย ทั้งที่ต้องผ่อนเงินต้น ซึ่งก็คือภาระที่ต้องหักเงินเดือนที่จะได้ในอนาคตมาจ่ายคืนเป็นงวดก็ยอม แต่ตอบคำถามไม่ได้ว่าไอ้ของที่จะมาผ่อนนั้นมันจำเป็นแค่ไหน รู้แต่ว่าอยากได้ ที่ค่อนข้างผิดหวังกับความรู้เรื่องการเงิน คือกดเงินสดจากบัตรเครดิตที่คิดดอกเบี้ย 20% เพื่อหมุนเอาเงินมาจ่ายหนี้ผ่อนรถยนต์ที่คิดดอกเบี้ย 7-8% (ทำแบบนี้เรียกว่าการหมุนหนี้ คือเอาหนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า) อีกเรื่องคือการกู้เงินมาซ่อมบ้านแล้วเงินกู้ใช้ไม่หมด เอาเงินกู้ดอกเบี้ยแพงไปซื้อสลากออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยต่ำ โดยหวังผลจะถูกเลขรางวัล และคิดว่าทำแบบนี้แล้วคือการออม เป็นต้น
กลับมาที่เรื่องเศร้ากันครับ เรื่องเป็นอย่างนี้
1.มีคู่สามีภรรยา คนค้าขาย ที่มีอายุพอสมควรคู่หนึ่งมาใช้บริการตรวจเครดิตบูโรที่สำนักงานของผมอาเฮียคนที่เป็นสามีค่อนข้างเครียดและพูดจาบ่งบอกได้ว่าไม่พอใจเป็นอย่างมาก ผมพอดีไปตรวจงาน จึงเข้าไปคุยด้วย ท่านพูดกับผมว่า “คุณเป็นลูกคนจีนหรือเปล่า ทำไมเอาข้อมูลผิดๆ มาใส่ในประวัติคนเค้า คนค้าขายเขาจะถูกแบงก์มองว่าอย่างไร ผม (หมายถึงอาเฮียท่านนั้น) เป็นคนค้าขาย ยอมตายดีกว่าติดหนี้ ผมไม่เคยค้างเงินกู้ใคร ผู้เขียนก็ตอบท่านไปว่า เอาอย่างนี้ครับ ตรวจเครดิตบูโรของเฮียเลยครับ ผมไม่คิดเงิน ถือว่าเฮียมาร้องเรียนว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง ตามที่กฎหมายให้สิทธิเฮียอนุญาตให้ผมดู ผมจะอธิบายความให้เข้าใจ ถ้าข้อมูลไม่ถูกต้องแก้ไขได้ ข้อมูลถูกต้องแต่ไม่ถูกใจเฮีย อันนั้นไม่มีใครกล้าแก้ไขครับ มันมีโทษทางอาญา
2.พอยื่นคำขอตรวจเครดิตบูโร โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวกับเซ็นชื่อในใบคำขอตรวจแล้ว อาเฮียก็ได้รายงานเครดิตบูโร แกเอาไปอ่านสักพัก พลิกไปพลิกมา จนท้ายที่สุดส่งให้ผมอธิบายความ
3.ผมพบว่าอาเฮียแกมีทั้งหมด 5 บัญชี มี 1 บัญชีเป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่มีประวัติค้างชำระ คือในข้อมูลย้อนหลัง 24 เดือน พบว่า มีหลายครั้งหลายเดือนที่ระบุว่าค้างชำระ สรุปคือประวัติบอกว่า มีบางงวดไม่ไปจ่ายตรงวันที่กำหนด มีการค้างหลายครั้ง ค้างแล้วกลับมาชำระ สักพักก็ค้างชำระอีก ภาษาชาวบ้านเรียกว่า อาเฮียเป็นคนเคยค้าง ค้างชำระสินเชื่อเช่าซื้อรถ แต่ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ ไม่มีการค้างบัญชีปกติ
4.อาเฮียแกบอกว่าแกมีแค่ 4 บัญชี แกบอกชื่อธนาคารมา ชื่อก็ตรงกันครับ แกบอกว่าแกไม่มีบัญชีเช่าซื้อรถยนต์ ถึงตอนนี้ ภรรยาแกกระตุกแขนแล้วพูดเบาๆ ว่า “...หรือว่ามันจะเป็นบัญชีของอาตั่วที่ลื้อไปออกรถให้มันตอนที่มันได้งานทำใหม่หลังจบปริญญาโท...” อาเฮียแกนิ่งไปแล้วพูดว่า “...จำได้แล้วแต่อาตั่วมันบอกว่าจ่ายทุกครั้ง มันบอกว่าเงินเดือนมันแปดหมื่นกว่านี่ มันจะค้างได้อย่างไร...” ผู้เขียนจึงแนะนำให้แกโทรไปถามลูกชายว่าจ่ายตรงทุกงวดหรือเปล่า ไม่เคยติดค่างวดรถนะ
5.พอแกโทรไปถาม ผมได้ยินเสียงโต้ตอบมาว่า ...แหมป๊า มันก็มีบ้างที่หมุนไม่ทัน ตอนนี้ผ่อนคอนโดอยู่ มันจะอะไรกันนักหนา กะอีแค่จ่ายไม่ทัน บางเดือนก็รวบจ่ายทีเดียวสองงวด ค่าปรับชำระล่าช้าก็จ่ายแล้ว ตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้วนี่ เช็กดูก็ได้...
6.พฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบของลูกบังเกิดเกล้าที่พ่ออุตส่าห์ออกหน้าไปกู้แทนเพื่อออกรถมาให้ กลายมาเป็นประวัติของพ่อ การไม่รักษาสัญญา ที่ว่าเป็นหนี้ต้องใช้หนี้ (ต้องใช้ให้ครบ ตรงเวลา) กลายมาเป็นของพ่อทันที
7.คนที่วิเคราะห์สินเชื่อของอาเฮีย ไม่มีทางรู้ได้นะครับว่าบัญชีที่ 5 สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เป็นของอาเฮียคนเป็นพ่อ หรือคนเป็นลูกชาย คนวิเคราะห์เขาดูตามเอกสาร
8.ภาพที่ผมเห็นคือคนเป็นพ่อน้ำตาคลอ คนเป็นแม่จับแขนแน่นมาก คนเป็นพ่อต้องระงับอารมณ์ ความเสียใจไม่ต้องแสดงออกมาด้วยคำพูด อาเฮียพยายามจะเอ่ยปากขอโทษที่ตำหนิผม ผู้เขียนยกมือห้ามและบอกกับทั้งสองท่านว่า ใจเย็นๆ ครับ ค่อยๆ อธิบายสาขา ให้เขาตั้งเรื่องขอสินเชื่อใหม่ได้ไหม คนค้าขายผมเข้าใจครับ ไม่ต้องขอโทษผม มันเป็นหน้าที่ที่ผม (ผู้เขียน) ต้องทำความเข้าใจคนที่เข้ามาร้องเรียนทุกรายครับ
ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือชายหญิงวัยกลางคนสองท่านประคองกันเดินออกไปจากสำนักงานผม ไหล่ที่งุ้มลง ไม่ผึ่งผายเหมือนตอนเดินเข้ามา บอกถึงความเจ็บที่ลูกได้กระทำต่อเกียรติอันเป็นที่รักของบุพการี ความไม่รับผิดชอบในสัญญา ในหนี้สิน ที่เรียก “วินัยทางการเงิน” มันสำคัญกว่าเงินทองมากมายนัก...หรือเราจะหามันได้ยากและยากในเวลานี้ครับ







