
การใช้ภาษีซื้อ
โดย...สมชาย ชูเกตุ
โดย...สมชาย ชูเกตุ
ภาษีซื้อ เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถูกเรียกเก็บจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายสินค้าหรือให้บริการ หรือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เสียเมื่อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หรือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้นำส่งตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถ้าเป็นบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อซื้อสินค้าหรือซื้อบริการ จะไม่เรียกว่าภาษีซื้อ แต่เป็นภาษีขายที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียกเก็บเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ
ภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ถูกเรียกเก็บเมื่อซื้อสินค้าหรือซื้อบริการ สามารถนำไปใช้ประโยชน์อันใดได้บ้าง โดยปกติภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสียเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถนำภาษีซื้อไปหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีนั้นได้ หากมีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สามารถที่จะยกยอดภาษีซื้อส่วนต่างที่เหลือนำไปใช้ในเดือนถัดไปได้ หรือจะขอคืนเป็นเงินสดก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก อย่างไรก็ตาม การนำภาษีซื้อมาใช้ยังผิดพลาดกันมาก ทำให้เสียเงินและเวลาโดยใช่เหตุ ผิดพลาดไปแล้วต้องจ่ายเงินเพิ่มเติม ไม่มีสิทธิทดลองแต่ประการใด
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการใช้ภาษีซื้อมีดังนี้
- ภาษีซื้อต้องห้าม เป็นภาษีซื้อที่ห้ามมิให้นำไปหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษี กฎหมายได้กำหนดให้ภาษีซื้อบางรายการเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ถึงแม้ข้อความหรือรายการในใบกำกับภาษีจะถูกต้องครบถ้วนก็ตาม เช่น ภาษีซื้อค่ารับรอง ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการโดยตรง ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี เป็นต้น สามารถศึกษาเกี่ยวกับภาษีซื้อต้องห้ามได้จากมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับที่ 17 และฉบับที่ 42 และถ้าหากได้นำภาษีซื้อต้องห้ามไปหักออกจากภาษีขาย ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องยื่นแบบเพิ่มเติม โดยชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเท่ากับจำนวนภาษีซื้อต้องห้ามที่ได้ใช้ไป พร้อมชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกด้วย
- ใช้ภาษีซื้อเกินไป กรณีนี้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยังปฏิบัติผิดพลาดอยู่เสมอ โดยใช้ภาษีซื้อมากกว่าที่ตนเองมีสิทธิไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม โดยอาจจะรวมภาษีซื้อผิดพลาด ยกมาไม่ถูกต้อง หรือนำภาษีซื้อต้องห้ามมาใช้ หรือเจตนาใช้ภาษีซื้อโดยไม่มีใบกำกับภาษี หรือเหตุอื่นใดก็ตาม ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
- นำภาษีซื้อต้องห้ามไปรวมคำนวณเป็นต้นทุนของทรัพย์สิน ภาษีซื้อต้องห้ามที่มิให้นำไปหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษี หากเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวกับค่ารับรองและภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับที่ 42 ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถนำไปรวมเป็นต้นทุนของทรัพย์สินในการคำนวณรายจ่ายของภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่ถ้าเป็นภาษีซื้อที่สามารถหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษีได้ แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษี ภาษีซื้อนั้นห้ามมิให้นำไปรวมเป็นต้นทุนของทรัพย์สิน
- ใบกำกับภาษีซื้อของเดือนภาษีอื่น โดยปกติใบกำกับภาษีที่ใช้เป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีจะเป็นเดือนภาษีที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีนั้นๆ แต่กฎหมายยอมให้ใช้ใบกำกับภาษีที่ระบุเดือนภาษีอื่นมาใช้คำนวณได้ หากมีเหตุจำเป็นซึ่งเกิดขึ้นตามประเพณีทางการค้า มีเหตุสุดวิสัย หรือได้รับใบกำกับภาษีในเดือนภาษีอื่นที่มิใช่เดือนภาษีที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษี แต่ใบกำกับภาษีซื้อที่จะนำมาใช้ต้องไม่เกิน 6 เดือน นับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี
ผู้ประกอบการควรศึกษาหรือสอบถามผู้รู้เกี่ยวกับการนำภาษีซื้อไปใช้ มีกรณีใดที่นำไปหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษีได้ ต้องนำไปใช้เมื่อไร หากเป็นภาษีซื้อต้องห้าม มีรายการใดบ้างที่นำภาษีซื้อไปรวมเป็นต้นทุนทรัพย์สินได้ ปฏิบัติผิดพลาดแล้วมีโทษใด ผ่อนปรนได้มากน้อยอย่างไร สวัสดีครับ







