
ธปท.ส่งสัญญาณ คุมออกตราสารไร้เรตติ้ง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อนักลงทุนไทยเริ่มทนต่อดอกเบี้ยเงินฝากที่อยู่ในระดับต่ำมานานจนต้องดิ้นรนแสวงหาการลงทุนในรูปแบบอื่น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์
หนึ่งในการลงทุนใหม่ๆ ที่นักลงทุนรายใหญ่กำลังนิยมคือ การซื้อตราสารการเงินที่มีความเสี่ยงสูง หรือเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะตามเส้นทางรถไฟฟ้า เพราะราคาจะพุ่งขึ้นเร็ว ซื้อง่าย ขายคล่อง
การโยกย้ายเงินลงทุนนี้ แม้จะไม่มีการเก็บสถิติที่ชัดเจนได้ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็จับตาดูอยู่ เห็นได้จากการกล่าวของ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ที่ระบุว่าขณะนี้เริ่มเห็นพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น เช่น การลงทุนในตราสารการเงินบางประเภทโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง และความร้อนแรงของราคาอสังหาริมทรัพย์ พฤติกรรมเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้น แม้จะยังไม่เป็นความเสี่ยงของระบบการเงินโดยรวม แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เป็นที่รู้กันว่า ธปท.จะไม่พูดตรงๆ ในเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจน แต่การกล่าวลอยๆ ของผู้ว่าการ ธปท.ก็ไม่ควรจะมองข้าม เพราะการออกตราสารการเงินที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2556 มีการออกเพียง 19 บริษัท ปี 2557 มีการออกตราสารกับ 69 บริษัท และในสิ้นปี 2558 มีการออกตราสารการเงินของบริษัทไม่มีเรตติ้ง 119 บริษัท ส่วนวงเงินก็ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจน เพราะบริษัทเอกชนที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิตนั้น ทางสมาคมผู้ค้าตราสารหนี้ก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะไม่ได้เป็นสมาชิก และไม่มีการซื้อขายในตลาดรอง
อย่างไรก็ดี จะถือว่าตราสารของบริษัทที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะถือว่าเป็นตราสารหนี้แบบต่ำกว่าระดับที่ควรลงทุน (จังก์บอนด์) ก็คงจะไม่ได้
การที่บริษัทไม่จัดอันดับเครดิตไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นไม่ดี หากต้องการระดมทุนแบบเจาะจง ไม่ได้เสนอขายต่อบุคคลทั่วไป ก็ไม่จำเป็นต้องให้บริษัทจัดอันดับเครดิตมาจัดเรตติ้งความเสี่ยงให้
ตัวอย่างเช่น บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ อาจจะอยากระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ แต่ไม่ได้ยื่นขอให้จัดอันดับเครดิต และบริษัทก็ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ลูกค้าที่จะซื้อตราสารก็จะต้องดูงบดุล ดูบัญชี เพื่อจะได้รู้ว่าฐานะการเงินเป็นอย่างไร จะถือว่าตราสารของบุญรอดไม่ดีได้หรือไม่ ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าตราสารนี้ไม่ดี
หรือหากบริษัทเอกชนที่ออกตราสารมีการจัดอันดับเครดิต แต่เรตติ้งที่ได้รับเป็นอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า อินเวสต์เมนต์เกรด คือ ต่ำกว่าที่จะแนะนำให้ลงทุน ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นไม่มีการกำกับดูแลหรือตรวจสอบจากผู้รับผิดชอบ ตัวเรตติ้งเป็นการสะท้อนความเสี่ยง ซึ่งจะกำหนดผลตอบแทน หากความเสี่ยงสูง อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้หรือตราสารการเงินก็จะสูงตามความเสี่ยง
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การที่ผู้ว่าการ ธปท.ส่งสัญญาณมานั้นอาจจะอยากเห็นตัวเลข และเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อติดตามสถานการณ์ เพราะอาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้หากมีผู้ซื้อตราสารเหล่านี้ แต่บริษัทมีปัญหาการเงินไม่สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้คืนได้ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้อยู่ในการควบคุมดูแลของ ธปท.
“ธปท.สามารถควบคุมได้ผ่านสถาบันการเงินในกำกับของ ธปท. เช่น ธนาคารพาณิชย์ ที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัทเหล่านี้ และเป็นผู้ขายตราสารให้กับลูกค้ารายใหญ่ของธนาคาร ซึ่งในส่วนของการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (ไพรเวท แบงก์กิ้ง) ก็มีการแนะนำให้ลูกค้าที่มีเงินฝากมาก โยกเงินมาลงทุนตรงนี้ ซึ่งได้ผลตอบแทนดีกว่า ธปท.สามารถขอให้ธนาคารรายงานข้อมูลมาให้ได้” แหล่งข่าวเปิดเผย
แหล่งข่าวระบุว่า เริ่มมีที่ปรึกษาทางการเงินนำเอาตราสารที่ออกโดยบริษัทเอกชนที่ได้รับเรตติ้งต่ำกว่าระดับที่แนะนำให้ลงทุนออกมาจำหน่ายมากขึ้น ซึ่งจะให้ผลตอบแทนสูงตามความเสี่ยง เนื่องจากธนาคารเข้มงวดปล่อยกู้ เอกชนก็จะระดมทุนแบบนี้ ซึ่งมีการทำมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ลูกค้าที่ซื้อไม่ใช่รายย่อย แต่เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่รู้จักความเสี่ยงดี
“ฉะนั้นไม่ต้องห่วงเศรษฐี และธนาคารที่เป็นที่ปรึกษาก็จะรักษาชื่อเสียงของตัวเอง ไม่แนะนำตราสารการเงินซี้ซั้วจากบริษัทที่ไม่รู้จักให้ลูกค้าซื้อแน่นอน” แหล่งข่าวเปิดเผย







