
โตโยต้า ชี้สารพัดปัจจัยบวก คาดตลาดรวมรถยนต์ปีนี้ 7.5 แสนคัน
จากยอดจำหน่ายรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ที่มียอดจำหน่ายสูงถึง 3.56แสนคัน ซึ่งถือว่าเป็นยอดจำหน่ายที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์วงการอุตสหากรรมรถยนต์เมืองไทย ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างอีซูซุ ได้ออกมาประกาศปรับประมาณการตลาดรถยนต์โดยรวมที่เคยคาดว่าในปีนี้จะทำได้ 6.5 แสนคัน เป็น 7.2 แสนคัน
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของอีซูซุ
“เคียวอิจิ ทานาดะ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ก็จัดแถลงข่าวประกาศปรับประมาณการยอดจำหน่ายรถยนต์ของไทยในปีนี้ใหม่ โดยบอกว่าจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ดีขึ้น ราคาสินค้าเกษตรที่ค่อนข้างดี การส่งออกดี เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว และการเมืองที่ค่อนข้างนิ่ง ทำให้โตโยต้ามั่นใจว่าในปีนี้ตลาดรถยนต์เมืองไทยน่าจะอยู่ที่ 7.5 แสนคัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 37% !!ถือเป็นการปรับประมาณการยอดจำหน่ายรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ครั้งแรก ทานาดะ เคยปรับประมาณการยอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวมของไทยว่าจะเพิ่มจาก 6 แสนคัน เป็น 6.5 แสนคัน เมื่อช่วงปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
“
ตลาดรถยนต์ที่เติบโตขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากรถอีโคคาร์ที่มียอดจำหน่ายเดือนละ 2,000กว่าคัน แต่ก็ไม่กระทบกับยอดจำหน่ายโตโยต้า วีออส และยาริส ซึ่งน่าแปลกใจมาก กลายเป็นว่ารถยนต์อีโคคาร์เป็นการสร้างตลาดใหม่ ไม่ใช่เข้ามากินตลาดเดิม”ทานาดะ ย้ำว่า เมื่อตลาดรวมถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 7.5 แสนคัน ยอดจำหน่ายของโตโยต้าก็จะปรับเพิ่มเป้าขายจาก 2.5 แสนคัน เป็น3 แสนคัน ในปีนี้เช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนยอดจำหน่ายที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของโตโยต้าเช่นเดียวกัน
“
จริงๆ แล้วยอดจำหน่าย 3 แสนคัน คือภารกิจแรกของผมในการเข้ามารับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย โดยได้สัญญากับบริษัทแม่ว่าจะทำยอดขายให้ได้ 3 แสนคัน ใน 3 ปี แต่นี่เพิ่งผ่านไปปีเดียวก็จะทำได้แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมาก โดยยอดจำหน่าย 3 แสนคัน แบ่งเป็น กระบะ 1.3 แสนคัน เก๋งประมาณ 1.3 แสนคัน รถตู้และฟอร์จูนเนอร์ประมาณ 4 หมื่นคัน”สำหรับยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งโตโยต้าที่ต้องปรับเพิ่มขึ้นด้วยนั้น ส่วนหนึ่งจะมาจากยอดจำหน่ายโตโยต้า อัลติส รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในวันที่ 5 ส.ค.นี้ โดยตั้งเป้ายอดขายไว้มากกว่า 3,000 คันต่อเดือน
ไม่ใช่แต่เพียงยอดจำหน่ายในประเทศเท่านั้นที่เติบโต แต่ยังรวมไปถึงยอดการผลิตของโตโยต้าในปีนี้ด้วยว่า จะมียอดการผลิตสำหรับตลาดในประเทศและส่งออกมากกว่า 6 แสนคัน แบ่งเป็นยอดการผลิตรถกระบะ 2.7 แสนคัน และรถยนต์นั่ง 3.3 แสนคัน โดยในส่วนของการส่งออกนั้น คาดว่าจะส่งออกรถยนต์นั่ง 6 หมื่นคัน กระบะ 3.3 หมื่นคัน และเมื่อรวมการส่งออกเครื่องยนต์แล้ว ทำให้ปีนี้คาดว่าโตโยต้าจะส่งออกประมาณ 1.9 แสนล้านบาท มากกว่าปีที่แล้ว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีโอกาสเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่สุดของประเทศ
นอกจากนี้ บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณากับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น เพื่อขอขยายการส่งออกรถยนต์นั่งไปทั่วโลก จากปัจจุบันที่ส่งออกได้เฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนเท่านั้น ซึ่งหากบริษัทแม่เห็นชอบ ก็ต้องปรับไลน์การผลิตรถยนต์โตโยต้าใหม่ โดยอาจจะย้ายไลน์การผลิตรถยนต์นั่งทั้งหมดมาอยู่ที่โรงงานบ้านโพธิ์ และย้ายไลน์การประกอบรถกระบะไปอยู่ที่โรงงานเกตเวย์ แต่ก็ต้องขยายโรงงานที่เกตเวย์ด้วย ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาในการหารือประมาณ 1 ปี
สำหรับทิศทางเรื่องพลังงานทดแทนของโตโยต้า นินนาท ไชยธีระภิญโญ รองประธานบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย บอกว่า โตโยต้าจะพัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนตามนโยบายของรัฐบาลและตามความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน อี20 ก๊าซซีเอ็นจี น้ำมันไบโอดีเซล หรือแม้กระทั่งน้ำมัน อี85 ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลมีความชัดเจนในการสนับสนุนพลังงานทดแทนแต่ละประเภทอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ทิศทางในส่วนของเครื่องยนต์พลังงานทดแทนนั้น โตโยต้าจะมุ่งไปที่เทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮบริดเป็นหลัก ซึ่งจะมีการเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนการพัฒนารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน อี85 นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่หากรัฐบาลยังมีนโยบายไม่ชัดเจน โตโยต้าก็ยังไม่พัฒนารถยนต์ออกมารองรับ
สถานการณ์ตลาดรถยนต์ครึ่งปีแรกเป็นอย่างไร นโยบายโตโยต้า ในเรื่องพลังงานทดแทนมีนโยบายสนับสนุนภาครัฐ ว่าทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน ทั้งซีเอ็นจี ไบโอฟูเอล สนับสนุนให้มีการใช้พร้อมกัน ถ้ามุ่งไปที่ตัวใดตัวหยึ่งมีปัญหาเรื่องซัพพลาย
เป็นไปตามกลไกลตลาด สิ่งใดมีให้ประชาชนใช้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ซีเอ็นจี กับ อี20 ซีเอ็นจี ให้ความสำคัญมากขึ้น ไปตามนโยบายของรัฐบาล ราคาก็ค่อนช้างชัดจน การขยายปั๊มเป็นไปตามแผน ตามดีมานด์ของตลาด เซอร์เวย์ตลาดด้วย ต่อไปก็จะมีการเรียกร้องเข้ามาที่เราเรื่อยๆ เราก็จะพัฒนาตามความต้องการ
กระบะเน้นไบโอดีเซล เราร่วมกับปตท.เกษตร ทำวิจัย เรื่องไบโอดีเซล
ทานาดะ มาทำงานที่ไทยครบ 1 ปี ตั้งแต่ย้ายมาไทย โชคดีตลาดรถยนต์ดีขึ้นเรื่อยๆ 6 เดือนยอดขาย 3.56 แสนคัน ตลาดรวม ขายดีที่สุดตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ อีซูซุคาด 7.2 แสนคัน แต่ผมคาดว่า 7.5 แสนคัน ถ้าเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นอย่างนี้ ปีที่แล้ว 5.4 แสนคัน ตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ37%
โตโยต้า ไม่เคยขายได้ 3 แสนคีน แต่จะพยายามในปีนี้ เรื่องส่งออกก็ยังดีอยู้ ปริมาณการผลิตตั้งแต่ปีนี้ มากกว่า 6 แสนคัน กระยะ 2.7 แสนคันเก๋ง 3.3 แ สนคัน ดีที่สุด มีภารกิจในเมืองไทย คือ 1 ทำยอดขายในประเทศให้ได้ 3 แสนคัน จากเป้า 2.5 แสนคัน ผลิต 6 แสนคัน ใน 3 ปี แต่น่าจะได้ในปีแรก กำไรดีขึ้น มีนโยบายเพื่อกิจกรรมเพื่อสังคม จะลงทุนเพิ่มขึ้น ถสนนสีขาว กองทุนการศึกษา เรื่องสิ่งแวดล้อม จะลงทุนเพิ่มให้ประชาชน
สินค้าใหม่ อัลติส ใหม่ วันที่ 5 นี้ คิดว่าขายได้เดือนละมากกว่า 3 พันคัน รถยาริส ก็ดี คัมรี่ ก็ดี กระบะดีมาก พนักงานโรงงานทำงานวันเสาร์เต็มวัน โอที 2.5 ชั่วโมง
ถ้าเศรษฐกิจดี การเมืองไม่เกี่ยว ราคาน้ำมัน ราคายางดี ราคาน้ำตาลดี จีดีพี มากกว่า 7% มีโอกาสโตถึง 8%
ลงทุนเรื่องสิ่งแวดล้อม โตโยต้าชัวร์ ตัวแทนจำหน่ายเท่าเดิม แต่จะเพิ่มโชว์รูม เรามี 119 แห่งดีลเลอร์ ไม่เพิ่ม แต่จะเพิ่มสาขาของผู้แทนจำหน่าย ในต่างจังหวัดเป็นหลัก โชว์รูม 320 ทั่วประเทศ เพิ่มอีก 10%
เป้า 3 แสนคันแบ่งเป็น กระบะ 1.3 แสนคัน เก๋งประมาณ 1.3 แสนคัน รถตู้ และฟอร์จูนเนอร์ ประมาณ 4 หมื่นคัน
ตลาดรถเก๋งเพิ่มขึ้น แต่ตลาดรวมก็เพิ่มขึ้น จำนวนยอดขายกระบะไม่ลดลง สัดส่วนเก๋งมากกว่า 50% เพราะอีโคคาร์เริ่มมีผล
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น มีปัญหาเรื่องการส่งออกอย่างแน่นอน เดิม 40 บาท ปัจจุบัน 32.2 บาท หรือ สูงขึ้น 20% รักษากำไรไม่ง่าย คือ ให้อะไหล่ลดราคาชิ้นส่วน และให้ประเทศอื่นขึ้นราคา แต่ยังดีเงินเยนแข็งค่าขึ้นอีก
โรงงานบ้านโพธิ์ กำลังศึกษาขยายกำลังการผลิตอยู่ โดยรอจากบริษัทแม่อยู่ ไม่ได้คิดกระบะอย่างเดียว แต่ต้องคิดเรื่องรถเก๋งด้วย ตอนนี้ผลิตไม่ทัน ต้องให้อินโดนีเซียช่วยผลิตให้ เดือรละ 23 พันคัน โรงงานเกตุเวย์ เพิ่มกำลังการผลิตอยู่ ปัจจุบันเกตุเวย์ 1.4 นาทีต่อขึ้น ปรับเป็น 1.25 นาทีต่อคัน ตั้งแต่เดือนหน้า เพิ่มได้อีก 56 คันต่อเดือน และจะเพิมเป็น 1.1 นาทีต่อคัน ก็จะต้องขยายโรงงานที่เกตุเวย์ โรงงานสำโรงไม่ถีงนาที ประสิทธิภาพการผลิตที่ดีที่สุดคือ 51 วินาที ที่โรงงานสำโรง บ้านโพธิ 1.8 นาที
อีโคคาร์ ไม่กระทบเพราะไปขยายตลาดใหม่ หวังว่าตลาดเมืองไทยในอนาคต
ประเทศไทยจะเป็นศูนย์การผลิตรถยนต์ในภูมิภาคอีกด้วย เราจะมอบ
เราผลิตเดือนละ 5 หมื่นคัน ถือว่าเยอะที่สุด นอกเหนือจากบริษัทแม่ ภายใน 1 ปี ตัดสินให้เมืองไทยก้าวขึ้นไปอย่างไร มีโอกาสผลิตรถเก๋งมากขึ้น กระบะรับผิดชอบทั่วโลก รถเก๋งส่งออกในเอเชีย ให้บริษัทแม่ตัดสินส่งออกรถเก๋งทั่วโลก ให้เรารับผิดชอบก็ต้องขยายโรงงานเกตุเวย์ และบ้านโพธิ์ แล้วให้บ้านโพธิ์ผลิตเก๋งอย่งเดียว ภายใน 1 ปี จะสรุป







