
สื่อสารเมียนมาบูม
ธุรกิจโทรคมนาคมรายใหญ่ในเมียนมาชี้ แนวโน้มลูกค้าขยายตัว โอกาสทองพัฒนาอุตสาหกรรม
ธุรกิจโทรคมนาคมรายใหญ่ในเมียนมาชี้ แนวโน้มลูกค้าขยายตัว โอกาสทองพัฒนาอุตสาหกรรม
หนังสือพิมพ์เมียนมาไทมส์ เปิดเผยว่า การเข้าถึงระบบดิจิทัลในเมียนมาขยายตัวขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดสื่อสารโทรคมนาคมขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยบริษัทที่ดำเนินธุรกิจการด้านโทรคมนาคมในเมียนมา 3 รายคือ เมียนมา โพสต์ แอนด์ เทเลคอมมูนิเคชั่น (เอ็มพีที) รัฐวิสาหกิจของเมียนมา อูเรดู จากกาตาร์ และเทเลนอร์ จากนอร์เวย์ เปิดเผยว่า ยอดผู้ลงทะเบียนใช้เครือข่ายโทรศัพท์เพิ่มขึ้นหลายล้านรายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และคาดว่าลูกค้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าอัตราค่าใช้บริการจะปรับตัวขึ้นก็ตาม
โยสุเกะ ฟูกูมะ ที่ปรึกษาจากเคเอสจีเอ็ม บริษัทร่วมทุนระหว่างเอ็มพีที และบริษัทโทรคมนาคมญี่ปุ่น 2 แห่ง กล่าวว่า มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเครือข่ายโทรศัพท์เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า เป็น 19 ล้านคน ซึ่งรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคมมีความท้าทายสำคัญในอนาคต คือ การขยายเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทั่วประเทศ รวมทั้งการพัฒนาสัญญาณอินเทอร์เน็ต 4จี การให้บริการทางการเงินผ่านโทรศัพท์ การบริหารจัดการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ และการขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ
ด้านกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ลงทุนกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 แสนล้านบาท) ในภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 5 หมื่นอัตราในภาคส่วนสื่อสารโทรคมนาคม
ขณะที่ เรเน เมซา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอูเรดู ระบุว่า ปัจจุบันประชากรเมียนมาเกือบ 80% เข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนโทรศัพท์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทลงทุนกว่า 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.98 หมื่นล้านบาท) เพื่อพัฒนาเครือข่าย 3จี และจะเร่งขยายเครือข่ายและโครงสร้างพื้นฐานไปยังพื้นที่ชนบท
ด้าน เพตเตอร์ เฟอร์เบิร์ก ซีอีโอของเทเลเนอร์ ระบุถึงงานวิจัยว่า มีผู้ใช้เครือข่ายการสื่อสารถึงเดือนละ 52% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับตัวเลขทางเศรษฐกิจของเมียนมา ซึ่งสะท้อนว่ายังสามารถพัฒนาได้อีกมากในแพลตฟอร์มนี้
ขณะเดียวกัน อูวินมินต์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเมียนมา เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการขึ้นภาษีด้านโทรคมนาคมเป็น 5% ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เม.ย. หลังกระทบประชาชนจำนวนมากที่ต้องซื้อ
ซิมการ์ด และผู้ดำเนินการโทรคมนาคม







