
"มอเตอร์โชว์" เกมพลิกปลุกตลาดรถไม่ฟื้น
สัญญาณการขายงานแรกของปี ดูเหมือนว่าท่าจะไม่ดีอย่างที่ ทุกคนคาดหวังกัน ซึ่งหลังจากนี้ค่าย รถคงต้องมีการปรับแผนรับมือ
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
แม้ว่ายอดจองภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 37 จะสามารถทำได้เพียง 32,571 คัน ไม่ถึงฝั่งฝันตามที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ 4 หมื่นคัน เท่ากับการจัดงานในปีที่ผ่านมาอันเนื่องจากปัจจัยรุมเร้าหลายด้าน เช่น เศรษฐกิจในประเทศไทย กำลังซื้อผู้บริโภครัดเข็มขัดระมัดระวังการใช้จ่าย และการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ดึงกำลังซื้อไปไว้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่กระนั้นยอดผู้เข้าร่วมชมงานตลาดระยะเวลา 12 วันของการจัดงานอยู่ในระดับลดลงเล็กน้อยราว 3-5% อยู่ที่ 1.65 ล้านคน จากปีก่อน 1.7 ล้านคน ส่วนยอดเม็ดเงินสะพัดในงานปีนี้เทียบเท่ากับปีก่อนอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท
จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างหนึ่งคือ ผู้บริโภคยังคงสนใจที่จะเข้าร่วมชมงานมองหาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมยานยนต์ หากแต่สิ่งหนึ่งที่แม้จะมีปริมาณผู้เข้าร่วมชมงานมากเพียงใด แต่ยอดจองที่เกิดขึ้นภายในงานไม่สะท้อนตามนั้นคงไม่เกิดประโยชน์ แม้เหล่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะระดมการจัดรายการส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถม และข้อเสนอพิเศษอื่นใดเท่าไรก็ตาม
ขณะที่บรรยากาศการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้วยยอดจองจำนวนดังกล่าวนั้น พบว่าถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจนจากแบบสอบถามที่ได้มีการเก็บข้อมูลผู้บริโภคในบริเวณการจัดงาน ได้แก่
1.กลุ่มผู้ที่มีความต้องการใช้รถยนต์อย่างแท้จริง ซึ่งกลุ่มนี้มองหารถยนต์ที่มีความคุ้มค่าคุ้มราคาในช่วงเริ่มต้นโดยแน่นอนว่ากลุ่มที่ตอบโจทย์ได้มากที่สุดคือ รถยนต์อีโคคาร์ แต่ก็มีอีกเงื่อนไขที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ เงื่อนไขข้อเสนอนั้นอาจไม่ได้ดีเท่ากับช่วงคืนภาษีรถยนต์คันแรกที่กระหน่ำกันอย่างรุนแรงกว่านี้ จึงทำให้ผู้บริโภคอาจชะลอการตัดสินใจหรือเลือกเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น
2.กลุ่มผู้ที่เลือกซื้อรถยนต์ด้วยอารมณ์ ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงอยู่แล้วและเข้าร่วมงานเพียงต้องการบรรยากาศการกระตุ้นต่างๆ ภายในงาน อาทิ ข้อเสนอที่เปรียบเทียบ สัมผัสความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ การต้อนรับของพนักงานขาย หรือแม้กระทั่งการแสดงของนักแสดงและพริตตี้ เป็นต้น
ดังนั้นกลุ่มผู้บริโภคดังกล่าวนี้ ถือเป็นจุดที่ยังช่วยพยุงยอดจองในงานให้ยังคง เกิดขึ้นตามตัวเลขข้างต้นได้อยู่
อย่างไรก็ตาม อันดับยอดขายสูงสุดของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ภายในงานมีการขยับเปลี่ยนแปลงตำแหน่งไปจากเดิม โดย ฮอนด้าสามารถแซงโตโยต้า ขึ้นอันดับ 1 ในปีนี้ได้ด้วยยอดจองสูงสุดจาก ฮอนด้า ซิตี้ ส่วนโตโยต้าลงมาอยู่อันดับ 2 ซึ่งรุ่นที่มียอดจองสูงสุดคือ โตโยต้า ยาริส สำหรับนิสสันตามมาเป็นที่ 3 จากปีก่อนอยู่อันดับ 5 สามารถแซงมาสด้า โดยรุ่นที่มียอดจองสูงสุดคือ นิสสัน เอ็กซ์เทรล และอันดับ 4 คือ มาสด้า ซึ่งรุ่นที่มียอดจองสูงสุดคือ มาสด้า 2 สุดท้ายอันดับ 5 คือ มิตซูบิชิ โดยรุ่นที่มียอดจองสูงสุดคือ มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต
ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ อีซูซุ ที่ไม่ว่าจะงานไหนก็ตามต้องติดอันดับท็อป 5 ตลอด และยิ่งครั้งนี้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ถึง 2 รุ่น ได้แก่ อีซูซุ ดีแมคซ์ เครื่องยนต์ใหม่ เกียร์อัตโนมัติ และ อีซูซุ มิว-เอ็กซ์ แต่ในปีนี้กลับตกอันดับหลุดโผออกไป โดยในปีที่ผ่านมาอีซูซุอยู่อันดับ 4 ด้านเอ็มจีเองก็น่าสนใจไม่น้อยในทางบวก เพราะยอดจอง 1,035 คัน ด้วยเอ็มจี 3 และเอ็มจี จีเอส ถึงแม้จะไม่ติดอันดับท็อป 5 ก็ตาม แต่ในฐานะน้องใหม่ของวงการนับว่ามีพัฒนาการเติบโตได้น่าสนใจไม่น้อย
ด้านตลาดรถระดับพรีเมียมที่ในปีนี้กระแสเสียงการตอบรับของผู้บริโภคที่ยังคงมีกำลังซื้อดีอยู่ เหล่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในระดับนี้ จึงได้นำเอาเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำไปอีกขั้นอย่าง ปลั๊กอิน-ไฮบริด มานำเสนอให้ผู้บริโภคชาวไทย โดยคู่แข่งหลักสำคัญในตลาดนี้คือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ กับ บีเอ็ม ดับเบิลยู ก็ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประชันบนเวทีนี้ทั้งคู่
เมอร์เซเดส-เบนซ์ มียอดจองอยู่ที่ 1,700 คัน จากในงานปีก่อนอยู่ที่ 1,518 คัน ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยูมียอดจองอยู่ที่ 1,107 คัน จากปีก่อน 1,065 คัน สะท้อนให้เห็นถึงยอดจองในงานในรถยนต์กลุ่มพรีเมียมที่ยังมีอัตราเติบโตอยู่
จุดสำคัญอย่างหนึ่งที่หลายฝ่ายมีความเป็นห่วงในสถานการณ์เช่นนี้คือ แม้จะมียอดจองเกิดขึ้นมากเท่าใด หากแต่สุดท้ายผู้บริโภคไม่ผ่านไฟแนนซ์ ก็ไม่สร้างยอดขายให้เกิดขึ้นจริงได้ในอุตสาหกรรม ยานยนต์ไทยได้ ซึ่งจะต้องจับตาปัจจัยลบคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 81% ของจีดีพี และความเข้มงวดของสถาบันการเงิน และสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ขณะที่กำลังซื้อรถยนต์ในปีนี้ถูกดึงไปบางส่วนเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ในปี 2559 ทั้งสิ้น
ทั้งนี้ ความได้เปรียบในการแข่งขันของตลาดเวลานี้อยู่ที่บริษัทผู้ผลิตรายใดมีผลิตภัณฑ์ที่พร้อมรองรับทุกความต้องการได้ พร้อมกับการสนับสนุนให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้จริงจึงน่าจะมีโอกาสได้มากกว่าคู่แข่งในเวลานี้
ดังนั้นเองสัญญาณการขายงานแรกของปี ดูเหมือนว่าท่าจะไม่ดีอย่างที่ ทุกคนคาดหวังกัน ซึ่งหลังจากนี้ค่าย รถคงต้องมีการปรับแผนรับมืออย่างหนัก เพราะไม่รู้ว่าการกระตุ้นของรัฐจะเห็นผลแค่ไหน







