
ต้องมีส่วนร่วมมากขึ้น
ทุกวันนี้ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ เพราะมีสัดส่วนมูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมต่อจีดีพีเกือบ 40% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการผลิตเพื่อส่งออกดังนั้นทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนต่างเห็นถึงความสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และยกมาตรฐานการผลิตของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ทุกวันนี้ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ เพราะมีสัดส่วนมูลค่าผลผลิตอุตสาหกรรมต่อจีดีพีเกือบ 40% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการผลิตเพื่อส่งออก
ดังนั้นทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนต่างเห็นถึงความสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และยกมาตรฐานการผลิตของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งในวันนี้อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือการเรียกร้องจากผู้บริโภคที่ต้องการมีส่วนร่วมในการบริโภคอย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคให้ยอมรับตลาดสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนได้
ประเทศไทยได้มีการจัดทำแผนแม่บทเพื่อส่งเสริมรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนตั้งแต่ปี 2550 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ประการ คือ 1.ปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคของทุกภาคส่วน ปรับเปลี่ยนทัศนคติ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการบริโภคที่ยั่งยืน ขยายโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 2.เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของภาคการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเพิ่มศักยภาพระบบการหมุนเวียนของเสียกลับมาใช้ซ้ำหรือผลิตซ้ำ และ 3.การปกป้องฐานทรัพยากรของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้เกิดกลไกขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลการบริโภคที่ยั่งยืน
แต่เดิมนั้นกิจกรรมรณรงค์ในเรื่องนี้ส่วนใหญ่ริเริ่มจากหน่วยงานภาครัฐ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน ความร่วมมือลักษณะนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร และมีทางเลือกในการบริโภคอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
“อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry)” จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายาม ในการสร้างกลไกและกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น โดยกำหนดแนวทางการพัฒนาเป็นลำดับขั้นไว้ 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 การแสดงความมุ่งมั่น ระดับที่ 2 ปฏิบัติการ ระดับที่ 3 การมีระบบ ระดับที่ 4 การสร้างวัฒนธรรม และระดับที่ 5 การสร้างเครือข่าย โดยที่มีกิจกรรมที่สำคัญก็คือ การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต การลดการใช้ทรัพยากรและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้หลักการ 3R (Reduce การลดการใช้ Reuse การใช้ซ้ำ และ Recycle การนำกลับมาใช้ใหม่) การเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนการมีส่วน
ร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบสภาพแวดล้อม และพัฒนาเมืองหรือพื้นที่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อนำไปสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society)” เป็นต้น
ในทางปฏิบัติแล้ว เราจะเห็นแต่การรณรงค์และกิจกรรมที่จูงใจให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธีผลิตสินค้าหรือบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่ภาคประชาชนมีความสำคัญยิ่งต่อการเติมเต็มแนวความคิดของ “การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน”
ดังนั้น การรณรงค์เพื่อให้ภาคประชาชนได้รับรู้และเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น ก็จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการเลือกซื้อเลือกใช้สินค้าและบริการอย่างได้ผลมากขึ้นครับผม!







