posttoday
แนะรัฐปรับวิธี อุดหนุนบ้านประชารัฐ

แนะรัฐปรับวิธี อุดหนุนบ้านประชารัฐ

30 มีนาคม 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

กิตติ พัฒนพงศ์พิบูล ประธานสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย เห็นว่า การให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้นั้น รัฐบาลควรใช้วิธีการอุดหนุนเชิงธุรกิจ เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ และได้บ้านที่มีมาตรฐานสูง แต่ราคาถูก ขณะที่รัฐบาลไม่ต้องใช้เงินงบประมาณ เพราะต้องยอมรับว่าโครงการบ้านประชารัฐมีผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในส่วนของบ้านราคาถูกหรือต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท แต่เป็นห่วงปัญหาการชำระหนี้ของคนที่กู้ในกลุ่มนี้ที่อาจจะกลายเป็นหนี้เสียได้

กิตติ กล่าวในงานสัมมนาสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ว่า การอุดหนุนเชิงธุรกิจเป็นมาตรการทางกฎระเบียบการก่อสร้าง การจัดสรรที่ดินและผังเมือง เพื่อให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งของเอกชนและของรัฐสามารถทำกำไรสูงขึ้นได้จากบ้านราคาสูง อาทิ เพิ่มพื้นที่ก่อสร้างบ้านราคาสูง และผ่อนปรนอาคารให้สูงขึ้น หรือผ่อนกฎระเบียบอื่น แต่ภายใต้การผ่อนผัน ผู้ประกอบการต้องสร้างบ้านให้ผู้มีรายได้น้อยจำนวนหนึ่งในราคาที่ต่ำกว่าราคาในตลาดปกติมากๆ เช่น ลดลง 25-50% ตามจำนวนและมาตรฐานบ้านที่รัฐบาลกำหนด เพื่อให้มีการสร้างบ้านเพื่อคนรายได้น้อยในมาตรฐานที่สูงแต่ราคาถูกได้ โดยที่รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณ

สำหรับสถานการณ์ภาคอสังหาฯ ในไตรมาสแรกปีนี้ฟื้นตัวขึ้นจากจากปีก่อน แต่ไม่มากนัก ขณะที่มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ภาครัฐที่ดำเนินการไปแล้ว เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอน การลดภาษี ก็มีส่วนช่วยได้บ้าง

ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีผู้ข้อกู้บ้านประชารัฐแล้ว 1.3 หมื่นราย คิดเป็นวงเงิน 1,400 ล้านบาท โดยออมสินตั้งใจจะเปิดให้จองใช้สิทธิในวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท แม้จะได้วงเงินเพียง 2 หมื่นล้านบาท เพราะคิดว่าจะได้รับอนุมัติสินเชื่อประมาณ 60-70% ของยอดจองเท่านั้น

“ส่วนจะเพิ่มวงเงินมากกว่า 2 หมื่นล้านบาทหรือไม่ ขอดูก่อน และการให้กู้โครงการนี้รวมทั้งพอร์ตที่ปล่อยกู้นาน 30 ปีนั้น คงไม่ขาดทุน แต่ 3 ปีแรกอาจขาดทุนบ้าง เพราะสินเชื่อใหม่ของออมสินเพิ่มปีละประมาณ 7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นบ้านประชารัฐแค่ 2 หมื่นล้านบาท และเป็นสินเชื่อปล่อยใหม่ปกติ 5 หมื่นล้านบาท ทำให้ยังพอมีกำไร” ชาติชาย กล่าว

สำหรับมาตรการรัฐ เช่น มอร์เกจ อินชัวรันส์ หรือรีเวิร์ส มอร์เกจ น่าจะไม่ได้รับความนิยมในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยในไทยเหมือนในต่างประเทศ เพราะสถาบันการเงินไทยปล่อยกู้ 95-100% ของราคา
ที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว ทำให้ไม่ค่อยมีคนสนใจไปซื้อประกันแล้วเสียค่าธรรมเนียมเพื่อเพิ่มวงเงินการให้กู้

บัณฑรโฉม แก้วสะอาด ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การเติบโตของภาคอสังหาฯ ถือเป็นผลบวกทางเศรษฐกิจ โดยมีมูลค่าประมาณ 9 แสนล้านบาท หรือ 8.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ปี 2558 แต่หนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงกว่า 80% ของจีดีพีก็เป็นข้อจำกัดของการขยายตัวในภาคอสังหาฯ และทำให้ธนาคารปล่อยกู้ยากเพราะต้องระวังความเสี่ยง

เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เครื่องมือที่กระทรวงการคลังออกมาช่วยภาคอสังหาฯ บริหารความเสี่ยงได้ และมาตรการกระตุ้นสินเชื่อที่อยู่อาศัยน่าจะช่วยให้สัดส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อจีดีพีเพิ่มเป็น 25.8% ในปีนี้ จาก 24.7% ในปี 2558 จากสินเชื่อของธนาคารรัฐมีบทบาทมากขึ้น โดยสินเชื่อของธนาคารรัฐน่าจะอยู่ที่ 8.7% ที่เหลือเป็นของธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ดี การที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงธนาคารก็ยังต้องระวังความเสี่ยง แต่ภาวะนี้ถือว่าภาคอสังหาฯ เป็นภาคส่วนที่ช่วยผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจได้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน