
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
.....สุกิจ อุดมศิริกุล
สวัสดีครับทุกท่าน บทความในสัปดาห์นี้ ผมขอนำเสนอความเห็นต่อกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนเป็นขาขึ้นแล้ว หลังจาก ธปท.ได้ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.50% หลังจากที่เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาจากระดับ 5% ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 ทั้งนี้ในทางทฤษฎีการลงทุนแล้วเวลาอัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวขึ้นนั้นก็มักจะทำให้อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจากตลาดเริ่มลดลงเช่นกัน แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะปรับตัวลดลง โดยหลักการแล้วต้องพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันประกอบด้วย
สำหรับสิ่งที่นักลงทุนควรทราบถึงผลกระทบของการที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ได้แก่
1.ต้นทุนค่าเสียโอกาสหรืออัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk Free) เพิ่มขึ้น ดังนั้นการลงทุนจากนี้ไปนักลงทุนจึงต้องปรับเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่ควรได้รับส่วนเพิ่มนี้ขึ้นไปด้วย
2.ผลกระทบต่อต้นทุนในการดำเนินงานธุรกิจ
3.ผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ต้องใช้สินเชื่อ
แต่ก่อนที่จะกำหนดกลยุทธ์การลงทุนได้นั้นคงจะต้องทำการประเมินสถานการณ์และสมมติฐานของอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ให้ชัดเจนก่อน โดยมีประเด็นที่ต้องประเมินให้ชัดเจน 3 ประเด็น ได้แก่
เหตุผลของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
อัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นไปเท่าไหร่และสูงสุดเมื่อไหร่
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจเป็นอย่างไร
เหตุผลของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ในทางเศรษฐศาสตร์แล้วนั้นการที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้นได้นั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินเฟ้อในอนาคต ซึ่งกรณีของอัตราดอกเบี้ยของไทยก็เข้าข่ายนี้ แต่อาจจะเพิ่มในประเด็นของการส่งสัญญาณยุตินโยบายการเงินผ่อนคลายของ ธปท.เข้าไปอีกด้วย เนื่องจากทั้งนี้ต้องยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ลดลงถึง 1.25% ถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมาก ซึ่งประเด็นนี้บ่งบอกว่าอัตราดอกเบี้ยไม่น่าจะปรับขึ้นอย่างรุนแรง
อัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นไปเท่าไหร่และสูงสุดเมื่อไหร่
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปที่ 2% สิ้นปี 2553 และ 3.54% สิ้นปี 2554 หรือปรับตัวขึ้นจากระดับต่ำสุด 2.75% โดยส่วนตัวผมเห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปถึงระดับ 23% มีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะเป็นระดับที่สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วง 12 เดือนข้างหน้าที่ 45% และระดับอัตราเงินเฟ้อที่ประมาณ 34% และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากเงินฝากติดลบน้อยลง อย่างไรก็ตามแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/2553 เนื่องจากสามารถเห็นภาพของเศรษฐกิจโลกว่าจะชะลอตัวลงมากน้อยแค่ไหน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและธุรกิจเป็นอย่างไร
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมักจะเกิดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้น ผมจึงประเมินว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงแรกหากเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็จะไม่กระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ทั้งนี้รวมถึงผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ตามผมยังคงเป็นห่วงใน ส่วนของสินเชื่อบุคคลซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่และอ่อนไหวต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าบริษัทที่ส่วนใหญ่มีภาระหนี้ไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทจดทะเบียนในตลาดยิ่งมีสัดส่วนหนี้ไม่มาก ซึ่งไม่นับรวมว่าในขณะนี้บริษัทขนาดใหญ่ยังมีการระดมทุนผ่านหุ้นกู้อีกต่างหาก ซึ่งหมายความว่าไม่ได้รับผลกระทบเลยเพราะอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้นั้นคงที่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องติดตาม คือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสินเชื่อบุคคล
กลยุทธ์การลงทุน
โดยภาพรวมของกลยุทธ์การลงทุนในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นหรืออาจรวมถึงอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นด้วยนั้น จึงต้องเลือกลงทุน ในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร เนื่องจากได้รับประโยชน์จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น และกลุ่มที่ขายสินค้าและบริการที่เป็นของจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งทำให้มีอำนาจต่อรองในการปรับขึ้นราคาสินค้าได้ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก โรงพยาบาล อาหาร และพลังงาน ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ด้านสถิติตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปี 2552 พบว่าราคาหุ้นในกลุ่มที่กล่าวมาให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อเป็นขาขึ้น
ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองนะครับ







