posttoday
GLOBAL

GLOBAL

03 สิงหาคม 2553

.....จิตรา อมรธรรม 

.....จิตรา อมรธรรม 

วันนี้ดิฉันขอเปลี่ยนบรรยากาศจากที่เคยพูดถึงภาพตลาดหรือภาวะเศรษฐกิจ มาพูดถึงหุ้นรายตัวที่น่าสนใจตัวหนึ่งคือ GLOBAL ความน่าสนใจของ GLOBAL อยู่ที่แนวโน้มของกำไรที่คาดว่าจะเติบโตก้าวกระโดดถึงเท่าตัวในปีนี้จากฐานกำไรที่ค่อนข้างต่ำ (หมายถึงกำไรจากการดำเนินงานปกติไม่รวมเงินค่าประกันจากกรณีไฟไหม้สาขาเวียงกุมกาม จ.เชียงใหม่ เมื่อเดือน พ.ย. 2551) และยังโตต่อเนื่องอีกว่า 30% ในปีหน้าจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกลยุทธ์อื่นที่จะเล่าให้ฟังต่อไปค่ะ

ถ้าเอ่ยถึงธุรกิจของ GLOBAL ต้องนึกภาพโกดังสินค้าขนาดใหญ่พื้นที่ประมาณ 2–2.6 หมื่นตารางเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่เฉลี่ยต่อสาขา จำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง (เหล็ก ซีเมนต์ ลวด เป็นต้น) วัสดุตกแต่ง เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง บ้านและสวน ครบวงจรแบบที่เรียกว่า One Stop Shopping Home Center ภายใต้ชื่อร้านว่า “Global House” ธุรกิจของ GLOBAL จะคล้ายกับ HMPRO สินค้าที่ขายเหมือนกันคือ สินค้าประเภทตกแต่ง (คิดเป็นประมาณ 55% ของยอดขายรวมของ GLOBAL) แต่ HMPRO ไม่มีสินค้าประเภทโครงสร้าง เช่น เหล็ก ซีเมนต์ ลวด (สินค้าประเภทนี้คิดเป็น 45% ของยอดขายรวมของ GLOBAL) ส่วนสิ่งที่ GLOBAL ไม่มีคือ สินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น แอร์ ตู้เย็น ทีวี เป็นต้น

ปัจจุบัน GLOBAL มีสาขาทั้งสิ้น 10 แห่งอยู่ในต่างจังหวัดทั้งหมด โดยครอบคลุมทั้งภาคกลาง (นครปฐม ราชบุรี นครสวรรค์) ภาคเหนือ (เชียงใหม่) ภาคตะวันออก (ระยอง ชลบุรี) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยเอ็ด ขอนแก่น อุดรธานี กาฬสินธุ์) บริษัทมีแผนจะเปิดสาขาอีก 2 แห่ง คือ ที่มหาสารคามและหนองคายในช่วงครึ่งปีหลัง และมีแผนเปิดสาขาใหม่เฉลี่ยปีละ 3–4 สาขา โดยตั้งเป้าหมายจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 1820 แห่งภายในปี 2555 สำหรับสาขาในกรุงเทพฯ แห่งแรกคือที่แจ้งวัฒนะ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดได้ในปี 2554

นโยบายการดำเนินธุรกิจของ GLOBAL และ HMPRO แตกต่างกันเกือบจะสิ้นเชิงคือ GLOBAL มีนโยบายขยายสาขาโดยซื้อที่ดินแทนการเช่า แม้ดูเหมือนจะต้องลงทุนมาก แต่จริงๆ แล้วเงินลงทุนต่อสาขามีจำนวนเพียง 300–400 ล้านบาท (รวมค่าที่ดินแล้ว) เพราะบริษัทสามารถหาที่ดินในต่างจังหวัดที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ และราคาไม่สูงมากนัก ต่างจาก HMPRO ที่เน้นการเช่า และใช้เงินลงทุนเฉลี่ยต่อสาขาแพงกว่าคือ 400–500 ล้านบาท เพราะมีค่าตกแต่ง แต่สาขาของ GLOBAL ไม่เน้นตกแต่งสาขา วิธีนี้มีข้อดีข้อเสียต่างกัน GLOBAL มีข้อดีคือไม่ต้องเผชิญกับค่าเช่าที่ต้องปรับขึ้นทุก 3 ปี หรือไม่ต้องมีปัญหาในการเจรจากับเจ้าของพื้นที่เช่า

ในขณะที่ HMPRO ก็ไม่สามารถหาพื้นที่ขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ หรือเขตเมืองที่มีราคาถูกได้ หรือแม้แต่ GLOBAL จะขยายสาขาเข้ามาในกรุงเทพฯ ก็เชื่อว่าจะหาที่ดินยากเช่นกัน ส่วนการที่ GLOBAL ต้องมีพื้นที่สาขาขนาดใหญ่ เพราะ GLOBAL ไม่มีศูนย์กลางการกระจายสินค้า ในแต่ละสาขาของ GLOBAL จึงนอกจากจะเป็นพื้นที่ขายแล้ว ยังต้องเป็นโกดังเก็บสต๊อกสินค้าของตนเองด้วย บริษัทจึงไม่มีภาระค่าขนส่ง เพราะส่วนใหญ่ Supplier เป็นผู้จัดส่งสินค้าไปยังสาขาต่างๆ ให้ ขณะที่ HMPRO มีศูนย์กระจายสินค้าเป็นของตนเอง จึงไม่ต้องอาศัยพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อสต๊อกสินค้า

แต่ข้อเสียของ GLOBAL คือ สต๊อกสินค้าจะมีจำนวนสูงมาก เห็นได้จากการหมุนเวียนของสินค้าคงคลังของ GLOBAL ที่มีจำนวนสูงถึง 5 เดือนเศษ ขณะที่ HMPRO ใช้เวลาเพียง 2 เดือน ดังนั้น GLOBAL ต้องมีวิธีบริหารจัดการเงินสดและสต๊อกสินค้าที่ดีมาก ไม่เช่นนั้นเงินจม ยังดีที่บริษัทขายสินค้าเกือบทั้งหมดเป็นเงินสด

นอกจากนี้ GLOBAL ไม่เน้นสินค้ามียี่ห้อหรือสร้างยี่ห้อของตนเอง เพราะการสร้าง Brand ต้องใช้เวลาและเงินจำนวนมาก แต่บริษัทจะจัดหาสินค้าราคาไม่แพงนักมาจากต่างประเทศ เช่น จีนและอินโดนีเซีย ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของ GLOBAL ต่ำกว่า HMPRO โดยอยู่ที่ระดับประมาณ 1416% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นของ HMPRO อยู่ที่ 2425% อย่างไรก็ตาม GLOBAL มีการปรับตัวโดยนำระบบ ERP Program เข้ามาใช้ตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้สามารถทราบยอดขาย ต้นทุน สต๊อกสินค้าได้ทันท่วงที

นอกจากนี้บริษัทยังได้รับความร่วมมือจาก Supplier ในการใช้ระบบ Vendor Management Inventory (VMI) ในการบริหารสินค้าคงเหลือ โดย Supplier จะทราบข้อมูลสินค้าคงเหลือเฉพาะของตนจากโกดังของ GLOBAL ทำให้ทราบว่าสินค้าใดขายดีหรือสินค้าใดขาด เพื่อช่วยกันปรับยอดขายและสต๊อกได้ดีขึ้น แต่ถึงแม้อัตรากำไรขั้นต้นของ GLOBAL จะต่ำกว่า HMPRO แต่ค่าใช้จ่ายในการขายในและบริหารของ GLOBAL ก็ต่ำกว่า HMPRO

สุดท้ายแล้วอัตรากำไรสุทธิต่อยอดขาย (Net Profit Margin) ของทั้ง GLOBAL และ HMPRO ใกล้เคียงกับคือที่ระดับ 56% จึงต้องยอมรับว่าฝีมือในการบริหารของ GLOBAL ไม่ใช่ธรรมดา จำนวนสาขาน้อยกว่า อยู่ในธุรกิจในเวลาอันสั้นกว่า (HMPRO ทำธุรกิจมา 15 ปี GLOBAL ตั้งบริษัทเพียง 3 ปี แต่ผู้บริหารอยู่ในวงการวัสดุก่อสร้างมากว่า 20 ปี) แต่สามารถขึ้นมาเทียบเคียงชั้นกับ HMPRO ได้ อย่างไรก็ตาม GLOBAL ยังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารจัดการสต๊อกสินค้า

FSS ประเมินว่ากำไรของ GLOBAL ในปีนี้จะเติบโตก้าวกระโดด 100% สำหรับกำไรในครึ่งปีแรกก็เติบโตแล้วถึง 232% YY และปีหน้าคาดว่าจะเติบโต 33% และประเมินราคาเป้าหมายในปีหน้า 8.50 บาท จึงเห็นว่าน่าสนใจในการลงทุน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค