
การใช้ Futures เพื่อจำกัดความเสี่ยง 2
สัญญา Futures ที่ซื้อขายในตลาด TFEX เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถเลือกใช้บริหารความเสี่ยงควบคู่ไปกับพอร์ตลงทุนหุ้น
โดย...บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย)
สัญญา Futures ที่ซื้อขายในตลาด TFEX เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถเลือกใช้บริหารความเสี่ยงควบคู่ไปกับพอร์ตลงทุนหุ้น โดย TFEX มีการเปิดซื้อขาย SET50 Index Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนีหุ้น SET50 และ Single Stock Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงอยู่กับหุ้นรายตัว (ปัจจุบันมีการซื้อขายทั้งสิ้น 69 หุ้น) ทั้งนี้ การลงทุนใน Futures เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถขาย หรือ Short สินค้าอ้างอิงได้โดยไม่จำเป็นต้องถือครองสินค้าอ้างอิงอยู่ก่อน จึงทำให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนหุ้น โดยเปิดสถานะขาย หรือ Short Position ใน Single Stock Futures โดยไม่ความจำเป็นต้องขายหุ้นที่ตัวเองถือครองอยู่ออกไป อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงในสัญญาฟิวเจอร์สในแต่ละช่วง อาจจะเปลี่ยนแปลงไปเพราะได้รับผลกระทบจากการจ่ายเงินปันผลของหุ้นอ้างอิงนั้นๆ ซึ่งผู้ลงทุนควรคำนึงถึงเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ราคา Futures ซึ่งเป็นราคาในอนาคต กับราคาของสินค้าอ้างอิงที่เป็นราคาในปัจจุบัน (Spot) จะมีความแตกต่างกันเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น อัตราดอกเบี้ย (ต้นทุนของเงินลงทุน) การคาดการณ์ราคาของสินทรัพย์อ้างอิงในอนาคต หรือค่าเก็บรักษาสินค้าอ้างอิง เป็นต้น แต่โดยทั่วไปแล้วการเคลื่อนไหวของราคา Futures และราคา Spot มักจะไปในทิศทางเดียวกันด้วยระดับราคาที่เปลี่ยนแปลงใกล้เคียงกัน
(ค่า Correlation ใกล้เคียง 1) ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนสามารถใช้ Futures เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าอ้างอิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการถือครอง Futures จะส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับผลตอบแทนจากการถือครองสินค้าอ้างอิง ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของราคา Futures และราคา Spot ในช่วงที่มีการจ่ายเงินปันผลอาจเคลื่อนไหวแตกต่างกันได้ เช่น หากผู้ลงทุนถือครอง Single Stock Futures และหุ้นดังกล่าวจ่ายเงินปันผล ผู้ลงทุนใน Single Stock Futures จะไม่ได้รับเงินปันผล จึงจะส่งผลให้ราคาของ Single Stock Futures อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าราคาของหุ้นที่อ้างอิงอยู่ ซึ่งจะอาจ
ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของราคา Futures และราคา Spot ไม่สอดคล้องกัน และทำให้ช่องว่างระหว่างราคาทั้งสองกว้างกว่าภาวะปกติได้
เพื่อให้เห็นภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้น จึงจะขอยกตัวอย่างในกรณีของสัญญา JASH16 (Single Stock Futures ซึ่งอ้างอิงอยู่กับหุ้น JAS หมดอายุในเดือน มี.ค. 2016) โดยเมื่อพิจารณาราคาย้อนหลังเปรียบเทียบกับราคาหุ้น JAS แล้วจะพบว่าโดยทั่วไปราคาของ JASH16 จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับราคาของหุ้น JAS และอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งผู้ลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงของการถือครองหุ้น JAS ได้ด้วยการเปิดสถานะ Short ใน JASH16 ซึ่งหากราคาหุ้น JAS ปรับตัวสูงขึ้นผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น แต่จะขาดทุนจากสถานะShort ใน JASH16 ในทางกลับกัน หากราคาหุ้น JAS ปรับตัวลดลง ผู้ลงทุนจะขาดทุนจากมูลค่าหุ้นที่ลดลง แต่ก็จะได้รับกำไรจาก JASH16 มาทดแทน
ในช่วงที่ใกล้กับการจ่ายเงินปันผลของบริษัท JAS ในวันที่ 22 ม.ค. 2016 ราคาหุ้น JAS และ JASH16 ยังคงอยู่ใกล้เคียงกันที่ระดับประมาณ 3 บาท/หุ้น ต่อมาในวันที่ 25 ม.ค. 2559 ซึ่งเป็นวันที่บริษัท JAS ประกาศอัตราเงินปันผลที่ 0.30 บาท/หุ้น อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ราคาของหุ้น JAS ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ราคา 3.10 บาท ในขณะที่สัญญา JASH16 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.84 บาท หรือต่ำกว่าราคาหุ้น JAS ประมาณ 0.30 บาท/หุ้นในทันที สะท้อนระดับเงินปันผลที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ ในกรณีนี้ผู้ลงทุนที่บริหารความเสี่ยงด้วย JAS Futures ไว้ จะได้รับกำไรจาก
ทั้งมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น และจากสถานะ Short JASH16 ที่ราคาปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ ช่องว่างระหว่างราคา JAS และ JASH16 ยังคงอยู่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 25 ก.พ. 2559 ซึ่งเป็นวันที่หุ้น JAS ขึ้นสัญลักษณ์ XD ช่องว่างดังกล่าวจึงหายไป โดยราคาหุ้น JAS ปรับตัวลดลงมาจากระดับประมาณ 3 บาท มาอยู่ที่ 2.78 บาท ในขณะที่ราคา JASH16 ปรับตัวขึ้นมาจาก 2.64 บาท มาอยู่ที่ 2.76 บาท ส่งผลให้ราคา JASH16 และราคาหุ้น JAS กลับมาใกล้เคียงกันเช่นภาวะปกติ ซึ่งส่งผลให้ผู้ลงทุนจะได้รับผลขาดทุนทั้งจากมูลค่าหุ้นที่ปรับลดลง และจากสถานะ Short JASH16 ที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น
จะเห็นได้ว่า หากผู้ลงทุนใช้ Single Stock Futures บริหารความเสี่ยงในช่วงเวลาที่ประกาศเงินปันผลและ/หรือช่วงที่หุ้นขึ้นสัญลักษณ์ XD จะส่งผลให้ไม่สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของราคาที่ผิดปกติและช่องว่างราคาที่เกิดขึ้นจากเงินปันผล ดังนั้น ผู้ลงทุนจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยดังกล่าวก่อนจะเลือกใช้ Single Stock Futures เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้แล้วผู้ลงทุนยังควรคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของการลงทุนใน Futures ที่สำคัญ เช่น การบริหารเงินหลักประกัน หรือ Margin Management และการที่ Futures เป็นสัญญาที่มีวันหมดอายุ เป็นต้น สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากโบรกเกอร์ที่ท่านใช้บริการ หรือเว็บไซต์ www.tfex.co.th







