
ถกอุตฯ คุมตั้ง โรงงานเหล็ก
เอกชนกลุ่มเหล็กเตรียมถก รมว.อุตฯ คุมโรงงานผลิตเหล็กในประเทศ แก้ปัญหาล้นตลาด
เอกชนกลุ่มเหล็กเตรียมถก รมว.อุตฯ คุมโรงงานผลิตเหล็กในประเทศ แก้ปัญหาล้นตลาด
วันที่ 23 มี.ค. สมาคมผู้ประกอบการเหล็ก 7 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย สมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า สมาคมการค้าผลิตเหล็กแผ่นเคลืบสังกะสี สมาคมผู้ผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน และกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นเคลือบดีบุก เหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม ได้ประชุมร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เกี่ยวกับความคืบหน้าในการกำหนดมาตรฐานเหล็ก 24 มาตรฐาน
นายวิน วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ในประเทศ ในฐานะตัวแทนสมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย กล่าวหลังการหารือว่า ในวันที่ 31 มี.ค.นี้ สมาคมเหล็กทั้ง 7 สมาคมจะเข้าพบ นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ โดยจะเสนอให้รัฐบาลควบคุมการจัดตั้งโรงงานเหล็กบางประเภท รวมทั้งหารือการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก
“แนวทางที่จะเสนอ คือ รัฐบาลควรควบคุมโรงงานเหล็กบางประเภทหรือไม่ ซึ่งอาจใช้โมเดลของโรงงานน้ำตาลทรายที่มีการควบคุมจำนวนโรงงานให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำตาลทรายที่ไทยผลิตได้ก็ได้ เช่น เหล็กเส้นตอนนี้ไทยผลิตได้ 7 ล้านตัน/ปี แต่ความต้องการมีเพียง 2-3 ล้านตัน/ปี ทำให้เกิดปัญหาเหล็กล้นตลาดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนเหล็กปลายน้ำบางชนิดที่การผลิตยังน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เช่น ท่อไร้ตะเข็บ ท่อสำหรับน้ำมันและก๊าซ เหล็กแผ่นทำมอเตอร์ รัฐบาลควรให้การสนับสนุนให้มีการผลิตเพิ่มและผลิตครบวงจรตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ รวมถึงยกระดับเทคโนโลยีการผลิตให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่า” นายวิน กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้เหล็ก 17 ล้านตัน/ปี จากกำลังผลิตรวม 25.5 ล้านตัน ขณะที่ไทยยังมีโอกาสส่งออกเหล็กไปยังอาเซียนที่กำลังเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากปัจจุบันคนไทยมีความต้องการใช้เหล็กเฉลี่ย 250 กิโลกรัม/คน/ปี เทียบกับอาเซียนที่ความต้องการใช้เหล็กต่ำกว่า 100 กิโลกรัม/คน/ปี ขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วความต้องการใช้เหล็กสูงถึง 700 กิโลกรัม/คน/ปี
นายวิน กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศยังคงเผชิญกับปัญหาเหล็กราคาถูกจากจีนเข้ามาทุ่มตลาดมาตั้งแต่ปี 2552 ส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็กในประเทศต้องลดกำลังผลิตเหลือเพียง 20-30% แต่คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหลังจากรัฐบาลมอบหมายให้ สมอ. จัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเพิ่มอีก 24 มาตรฐาน และจะทำให้กำลังการผลิตเหล็กกลับมาอยู่ที่ 80% ของกำลังการผลิตรวม เช่นเดียวกับในช่วงปี 2550







