
หมอประเวศฝากการบ้านเอกชนเสนอมาตรการแก้เหลื่อมล้ำ
หมอประเวศ ร่วมถก กกร. ฝากสมาชิกภาคเอกชนเสนอมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อนำข้อมูลไปเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ
หมอประเวศ ร่วมถก กกร. ฝากสมาชิกภาคเอกชนเสนอมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อนำข้อมูลไปเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ
นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ภาคธุรกิจถือเป็นเครือข่ายสำคัญในการปฏิรูปสังคม เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีพลัง มีเครือข่ายกว้างขวาง โดยที่ประชุมกกร.มีความเห็นจะตั้งคณะกรรมการเครือข่ายภาคธุรกิจเพื่อการปฏิรูป 1 ชุด มีคณะกรรมการ 12-15 คน โดยมีประธานสถาบันเอกชนทั้ง 3 สถาบันผลัดกันเป็นประธานตามวาระของกกร. ซึ่งได้มอบหมายกกร.ให้ช่วยสอบถามสมาชิกทั่วประเทศใน 2 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ 1.คิดว่าสังคมที่มีความเป็นธรรมที่สุดเป็นอย่างไร 2.ให้ช่วยเสนอมาตรการที่จะทำให้สังคมมีความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ
ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีเงินทุน ระบบการบริหารจัดการและเครือข่ายทั่วประเทศ โดยหากนำจุดเด่นของเอกชนดังกล่าวมาใช้เพื่อการปฏิรูปน่าจะทำให้เกิดผลได้ ซึ่งเห็นว่านักธุรกิจไม่ควรแยกระหว่างเรื่องหารายได้กับสังคมออกจากกัน เช่น การทำธุรกิจเพื่อสังคมที่ในต่างประเทศให้ความสำคัญมากขึ้น
สำหรับสมัชชาปฏิรูปจะใช้เวลารวบรวมความเห็นจากเครือข่ายต่างๆ 1-2 เดือน และส่งให้นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการกำกับการปฏิรูปประเทศ นำไปวิเคราะห์ ซึ่งตนจะหารือกับนายอานันท์อีกครั้งในวันที่ 4 ส.ค.2553 และการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ต้องดำเนินการให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหม่ที่แรงกว่าปัญหาเดิม
“ปัญหาที่คนเสนอมามากที่สุด คือ ความยุติธรรมและการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งการปฏิรูปที่กำลังจะทำจะเป็นการปรับโครงสร้างประเทศ และแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงอาจต้องใช้เวลา” นพ.ประเวศ กล่าว
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เอกชนจะรวบรวมแนวทางในการดำเนินการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำสังคมไทยเสนอไปยังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)วันที่ 30 ส.ค.นี้ โดยคณะกรรมการที่กกร.ตั้งขึ้นจะเชิญองค์กรภาคเอกชนอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย เช่น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นต้น เพื่อให้เป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมในทุกภาคส่วน และจะเร่งดำเนินการทันทีเมื่อจัดตั้งคณะกรรมการเสร็จ
พร้อมกันนี้ เอกชนจะเสนอมาตรการเร่งด่วนในการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในประเทศไทย โดยจะขอให้รัฐบาลพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนแก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนตั้งโรงงานพลาสติกชีวภาพ โดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 15 ปี จากเดิม 13 ปี และไม่กำหนดสัดส่วนการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล
รวมทั้งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ใช้พลาสติกชีวภาพ โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพไปหักลดเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวฯภาษีได้ 300% ของค่าใช้จ่าย เพื่อลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ภายใน 5 ปี นับแต่มาตรการมีผลบังคับใช้ เป็นต้น เนื่องจากขณะนี้มีนักลงทุนไทยสนใจที่จะตั้งโรงงาน มูลค่าการลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท กำลังการผลิต 1 แสนตัน







