
แบงก์ไทยร่วง
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ประเมินความเสี่ยงของภาคธนาคารของประเทศ
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ประเมินความเสี่ยงของภาคธนาคารของประเทศ (บีไอซีอาร์เอ) ประจำปี 2558 โดยจัดให้ธนาคารในประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ 6 เช่นเดียวกับ บาห์เรน บรูไน โคลอมเบีย กัวเตมาลา ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ อิตาลี ตุรกี และอุรุกวัย ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 นับจากปี 2556 เนื่องจากธนาคารในไทยยังมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม รวมทั้งยังเผชิญกับปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง
ก่อนหน้านี้ ธนาคารในไทยเคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ 5 ที่มี จีน บราซิล แอฟริกาใต้ แต่ปี 2556 ถูกลดลงมาอยู่ในกลุ่มที่ 6 เพราะมีความเสี่ยงในการปฏิบัติงานจากสถานการณ์แวดล้อมทางการเมือง
สำหรับการประเมินล่าสุด เอสแอนด์พี ระบุว่า ธนาคารในไทยมีความเสี่ยงสูง เพราะรายได้ต่อหัวประชากรเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำ ปีละประมาณ 5,875 เหรียญสหรัฐ หรือราว 2.04 แสนบาท ในปี 2558 จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่ช้า และยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคเอกชนของไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยธนาคารของไทยมีสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มสูงขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา จากแรงกดดันจากสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
อย่างไรก็ตาม เอสแอนด์พี ประเมินว่า ภาวะการแข่งขันของธนาคารไทยใน 3 ปี ต่อจากนี้ยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีธนาคารขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งที่กุมอิทธิพลในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ธนาคารของไทยยังมีระดับการฝากเงินจากลูกค้าอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ ทำให้โดยรวมภาคธนาคารของไทยยังถือว่าได้มาตรฐานระดับสากล
ด้าน นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ปีนี้คาดว่าสินเชื่อทั้งระบบจะขยายตัว 4.10% ชะลอจากปีที่แล้วที่โต 4.30% ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูงขึ้นเล็กน้อย จาก 2.55% ของสินเชื่อรวมในปีที่แล้ว เป็น 2.63% เฉพาะสินเชื่อธุรกิจเอ็นพีแอลจะเพิ่มเป็น 2.62% จาก 2.55% ในปีที่แล้ว ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคเอ็นพีแอลเพิ่มเป็น 2.67% จาก 2.50% ในสิ้นปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เอ็นพีแอลที่จะเพิ่มขึ้นจะมาจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่น่าจะเพิ่มขึ้น 0.22% เป็น 4% ในปีนี้ และมีอัตราเร่งขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากเอ็นพีแอลของสินเชื่อในภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่มี 4.50% ของสินเชื่อรวม โดยอสังหาฯ ที่เสี่ยงและเริ่มเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก ที่นิยมพัฒนาห้างสรรพสินค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ แต่ไม่ค่อยมีคนมาเดินช็อปปิ้ง
ขณะที่ธนาคารกรุงไทยแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เพื่อให้ธนาคารมีเงินสํารองหนี้สูญที่เหมาะสมกับจํานวนเงินให้สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มความมั่นคงของธนาคาร จึงกันเงินสํารองหนี้สูญเพิ่มจากเดือนละ 700 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท ตั้งแต่ไตรมาสแรกปีนี้ โดยธนาคารมีการกันเงินสํารองฯ รายเดือน (Normalized Provision) เดือนละ 700 ล้านบาท ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2557 เป็นต้นมา







