
กสิกรหนุนใช้ข้อมูล ‘จีดีพี’ควบ‘จีเอ็นพี’
กสิกรไทยหนุนใช้มูลค่าจีเอ็นพีวิเคราะห์เศรษฐกิจร่วมกับจีดีพีของประเทศ
กสิกรไทยหนุนใช้มูลค่าจีเอ็นพีวิเคราะห์เศรษฐกิจร่วมกับจีดีพีของประเทศ
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้เริ่มปรับสัดส่วนจากภาคการส่งออกที่มีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(จีดีพี) ก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยภาคส่งออกบริการ เช่น ค่าท่องเที่ยว ค่าขนส่ง ค่าบริการส่วนบุคคล
ขณะที่การติดตามภาวะการลงทุนของภาคเอกชนนั้น ก็อาจต้องครอบคลุมทั้งในส่วนที่เกิดขึ้นในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถสะท้อนภาพการค้าและกิจกรรมของภาคธุรกิจไทยได้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น ภายใต้บริบทของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจ ที่เน้นการขับเคลื่อนจากภาคบริการมากขึ้น โดยสัดส่วนของมูลค่ากิจกรรมภาคบริการขยับขึ้นมาอยู่สูงกว่า 58% ของจีดีพีในปี 2558 ทำให้การประเมินสถานการณ์ของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม จำเป็นต้องวิเคราะห์ภาพจากองค์ประกอบหลายๆ ด้านเข้าด้วยกัน
นายเชาว์ กล่าวว่า ในอดีตมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีเอ็นพี) ของไทยน้อยกว่ามูลค่าจีดีพี เฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมามีระดับต่ำกว่าประมาณ 4.6 แสนล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการลงทุนและค่าตอบแทนที่จ่ายให้กับชาวต่างชาติในไทยยังคงสูงกว่ารายได้จากการลงทุนและค่าตอบแทนของบุคคลสัญชาติไทยในต่างประเทศอยู่กว่า 3.5 เท่า/ปี
“อัตราการขยายตัวของจีเอ็นพีเริ่มแซงหน้าอัตราการขยายตัวของจีดีพีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2557 จีเอ็นพีขยายตัว 2.2% และในปี 2558 ขยายตัว 3.6% สูงกว่าการเติบโตของจีดีพีที่ 0.8% ในปี 2557 และ 2.8% ในปี 2558 อาจสะท้อนว่ารายได้ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศของไทยกำลังมีบทบาทความสำคัญเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต” นายเชาว์ กล่าว
ทั้งนี้ ในรอบ 4 จาก 5 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนไทยเริ่มขยายโอกาสการลงทุนไปต่างประเทศ ทิศทางดังกล่าวทำให้ไทยพลิกกลับมามีฐานะเป็นผู้ลงทุนโดยตรงสุทธิ แม้กำไรและดอกผลที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในต่างประเทศส่วนนี้จะยังไม่กลับมาปรากฏอย่างเด่นชัดมากนักในมูลค่าจีเอ็นพีในภาพรวม แต่ก็จะทยอยเพิ่มสูงขึ้นในระยะข้างหน้า
“การวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ของเศรษฐกิจ หากดูข้อมูลจีดีพีและจีเอ็นพีควบคู่กันจะทำให้สามารถประกอบภาพในมุมกว้าง และเข้าใจการเชื่อมโยงของกิจกรรมในภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น จะช่วยให้สามารถประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยได้อย่างครอบคลุมและเท่าทันต่อสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” นายเชาว์ กล่าว







