
โบรกฯเตือน ปตท.แพง แบงก์เสี่ยง
หุ้นไทยวิ่งเข้าเป้า 1,400 จุด เครดิต สวิสเตือน ปตท.-ปตท.สผ.แพงไปแล้ว เจพีมอร์แกนห่วงหนี้เสียแบงก์
หุ้นไทยวิ่งเข้าเป้า 1,400 จุด เครดิต สวิสเตือน ปตท.-ปตท.สผ.แพงไปแล้ว เจพีมอร์แกนห่วงหนี้เสียแบงก์
ตลาดหุ้นไทยฟื้นหลังร่วงลงหนัก 21 จุด วันที่ 9 มี.ค. ดีดกลับมาบวกแรง 16 จุด ดัชนีปิดที่ 1,390.66 จุด สวนทางตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ ส่วนนักลงทุนต่างชาติซื้อเล็กน้อย 494 ล้านบาท พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ซื้อมากถึง 1,161 ล้านบาท ส่วนสถาบันในประเทศขาย จำนวน 1,230 ล้านบาท ขณะที่ราคาน้ำมันล่วงหน้าลดลงมาก กดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน นำโดยบริษัท ปตท.(PTT) ระหว่างวันลงลึกถึง 272 บาท ก่อนจะเด้งกลับมาปิดเท่ากับวันก่อนที่ 281 บาท เช่นเดียวกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) หรือ ปตท.สผ. ปิดที่ 77.75 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เครดิต สวิส วิเคราะห์ว่า ราคาหุ้น ปตท.และ ปตท.สผ.ในปัจจุบันซื้อขายสะท้อนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลแล้ว ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 39.3 เหรียญสหรัฐ สะท้อนว่าราคาหุ้นทั้งสองขึ้นมามากเกินไป และมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลง หากราคาน้ำมันอ่อนตัวลงในระยะสั้นเป็นโอกาสขายหุ้น
สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ในปีนี้ลงเหลือ 34.04 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 37.59 เหรียญสหรัฐ และได้ปรับลดคาดการณ์ราคาในปีหน้าลงเหลือ 40.09 เหรียญสหรัฐ จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่50 เหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ EIA ยังได้ปรับลดคาดการณ์การผลิตน้ำมันดิบโดยเฉลี่ยในปีนี้ลงเหลือ 8.67 ล้านบาร์เรล/วัน จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 8.69 ล้านบาร์เรล และได้ปรับลดคาดการณ์การผลิตน้ำมันดิบในปีหน้าลงเหลือ 8.19 ล้านบาร์เรล/วัน จากระดับ 8.46 ล้านบาร์เรล/วัน
บล.เจพีมอร์แกน วิเคราะห์เรื่องวิกฤตและวงจรเครดิตปี 2559 ว่า ระบบธนาคารตลาดเกิดใหม่ในเอเชียกำลังเผชิญกับปัญหาทรัพย์สินรอการขายค้างอยู่ในระบบ โดยในจีนมีทรัพย์สินรอการขายเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 22% ต่อปีมานานกว่า 10 ปี สำหรับในอินเดียและไทยนั้นใกล้สิ้นสุดวงจรของสินทรัพย์คุณภาพพร้อมกับการเริ่มต้นของความเสี่ยงเรื่องคุณภาพสินทรัพย์
ด้าน นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยรวมถึงตลาดเกิดใหม่ เริ่มมีสัญญาณเชิงบวกที่กระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุน เพราะที่ผ่านมาหุ้นไทยถูกขายมากเกินไป แต่เงินไหลกลับมายังไม่มาก ฟอร์เวิร์ดพี/อีอยู่ที่14-15 เท่า ซึ่งสุดท้ายแล้วหุ้นไทยจะไปได้ไกลแค่ไหนอยู่ที่ปัจจัยพื้นฐาน และผลประกอบของบริษัทจดทะเบียนเป็นตัวกำหนด ส่วนหุ้นกลุ่มใหญ่ปีนี้ผลประกอบของกลุ่มพลังงานน่าจะดีขึ้น ธนาคารพาณิชย์คาดว่าจะทรงตัว สื่อสารตอนนี้ยังลูกผีลูกคน







