
บจ.กดดีอีกำไรขั้นต้นโต
น้ำมัน-เหล็กถูกลง หนุนอัตรากำไร บจ. เพิ่มขึ้น 3.62% เป็น 22.31% กำไรลด 1.37% ยอดขายร่วง 9.35%
น้ำมัน-เหล็กถูกลง หนุนอัตรากำไร บจ. เพิ่มขึ้น 3.62% เป็น 22.31% กำไรลด 1.37% ยอดขายร่วง 9.35%
นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผยว่า ในปี 2558 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน SET จำนวน 541 บริษัท หรือ 97.13% มีกำไรสุทธิ 696,978 ล้านบาท ลดลง 1.37% จากปี 2557 ที่มีกำไรสุทธิกว่า 7 แสนล้านบาท มีอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) สูงขึ้นมาอยู่ที่ 22.31% เทียบกับ 18.69% และมียอดขายรวมลดลง 9.35% เป็น 10,371,384 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในปี 2558 ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในกลุ่มน้ำมันดิบและราคาเหล็กในตลาดโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ บจ.มีต้นทุนการผลิตลดลงและอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น ขณะเดียวกันมีส่วนทำให้ยอดขายลดลง ส่วนใหญ่เกิดจากหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธุรกิจเหล็ก และหมวดธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่ปรับลดลง ส่วนกำไรสุทธิก็ลดลงจากหมวดเหล่านั้น และการขาดทุนสินค้าคงคลัง รวมถึงหมวดธนาคารพาณิชย์ที่มีค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี หากไม่รวมหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคและธุรกิจหมวดเหล็กที่มีเหตุการณ์ไม่ปกติ บจ.จะมียอดขายลดลง 1.33% แต่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.95% จากปีก่อนหน้า และเมื่อพิจารณาฐานะของ บจ. พบว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.18 เท่า ลดลงจาก 1.23 เท่า ในปี 2557 แสดงถึงโครงสร้างเงินทุนของ บจ.ที่แข็งแรง
บจ.ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 441 บริษัท กระจายอยู่ในทุกหมวดธุรกิจ ยกเว้นเหล็ก ทั้งนี้ หมวดที่มีกำไรสุทธิ ยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นมีถึง 9 หมวด เรียงลำดับตามกำไรสุทธิสูงสุด ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พาณิชย์ อาหารและเครื่องดื่ม การแพทย์ เงินทุนและหลักทรัพย์ ยานยนต์ แฟชั่น การท่องเที่ยวและสันทนาการ และบริการเฉพาะกิจส่วนหนึ่งเป็นผลจากการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ การฟื้นตัวของกลุ่มส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงการบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น
“เฉพาะไตรมาส 4 บจ.มีกำไรสุทธิ 170,258 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 152.54% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น189% จากไตรมาส 3 จากหมวดธุรกิจพลังงานและหมวดปิโตรเคมีปรับดีขึ้น” นายสันติ กล่าว
สำหรับ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ดีขึ้น โดยมีกำไรสุทธิ 5,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.19% ยอดขาย 124,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.79% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 21.27% เป็น 24.33%







