
ทำธุรกิจที่คนเกี่ยวข้องมาก ต้องอดทนและเจรจา
โดย...ลีลี่ โจว
โดย...ลีลี่ โจว
การทำธุรกิจนอกจากคำนึงถึงผลประโยชน์ของธุรกิจแล้ว อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ผู้คนที่อยู่แวดล้อมธุรกิจนั้น ซึ่งก็รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะหากไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการเติบโตของธุรกิจได้
เฉลียว ปรีกราน ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท ตลาดยอดพิมาน ผู้ได้รับสัมปทานบริหารตลาดองค์การตลาด (ปากคลองตลาด) ตลาดยอดพิมาน และผู้ดำเนินโครงการยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค เปิดเผยว่า การบริหารตลาดเป็นเรื่องยากและท้าทาย โดยเฉพาะปากคลองตลาด เพราะก่อนหน้านี้เคยมีผู้ประกอบการรายอื่นรับสัมปทานและจะเข้ามาดูแลปากคลองตลาด แต่เมื่อจะดำเนินการอะไรกับตลาด ก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งอยู่เสมอ เพราะไม่มีคนลงมาบริหารความขัดแย้งในชุมชน สุดท้ายต้องหยุด ดำเนินการต่อไม่ได้เป็นเช่นนี้มาหลายครั้ง จนบริษัทเป็นผู้รับสัมปทานรายที่ 11 ในปี 2553
ก่อนหน้าที่จะมารับสัมปทานที่ปากคลองตลาดนั้น บริษัทเคยบริหารพื้นที่สาธารณะมากกว่า 2 หมื่น ตร.ม.มาก่อน ซึ่งก็คือพื้นที่รอบสถานีขนส่งหมอชิต 2 จึงนำประสบการณ์ที่เคยใช้ที่นั่นมาประยุกต์ใช้กับการบริหารที่ปากคลองตลาด
ในช่วงแรกที่เข้ามารับสัมปทานปากคลองตลาด ยอมรับว่ามีอุปสรรคอยู่มาก บริษัทเคยทำแผนงานแรกเสนอคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ ว่าจะทำอาคารที่มีลานจอดรถชั้นใต้ดิน โดยแบบที่วางไว้เป็นอาคารสูงเกิน 2 ชั้น แต่คณะกรรมการไม่เห็นด้วยเพราะไม่ต้องการให้เพิ่มเติมอะไรในพื้นที่จนทำให้พื้นที่แตกต่างไปจากเดิม
เมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัทจึงทำแผน 2 เข้าไปว่าจะไม่ทำที่จอดรถชั้นใต้ดิน และวางแบบอาคารไว้เหลือแค่ 2 ชั้น ทว่าคณะกรรมการก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี ต้องการให้พื้นที่ปากคลองตลาดเป็นพื้นที่โล่งสีเขียว
อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ปากคลองตลาดเป็นพื้นที่โล่งสีเขียว เพราะวิถีชุมชนในพื้นที่นี้ค้าขายกันมายาวนาน ตึกโดยรอบปากคลองตลาดก็เป็นของเอกชนทั้งหมด ดังนั้นจึงได้เชิญคณะกรรมการทั้งหมดมาประชุม พร้อมให้เดินดูสถานที่จริงควบคู่กับการชี้แจงเหตุผลที่สมควรต้องพัฒนาตามแผนที่ 2 ที่นำเสนอไป
ขณะเดียวกัน บริษัทก็ได้เล็งเห็นว่า พื้นที่ที่อยู่ใกล้ปากคลองตลาดมีตลาดยอดพิมานอยู่ มีพื้นที่กว่า 9 ไร่ จึงได้ไปขอสัมปทานตลาดยอดพิมานเพื่อมาพัฒนารวมกับปากคลองตลาดให้กลายเป็นพื้นที่ตลาดเดียวกันภายใต้ชื่อ ตลาดยอดพิมาน โดยเป็นตลาดจำหน่ายดอกไม้เป็นหลักเช่นเดิม
“การพัฒนาตลาดเดียว จะเหนื่อยกว่าและยาก จึงไปเจรจาขอสัมปทานตลาดยอดพิมานด้วย ซึ่งได้ยืนยันกับเจ้าของตลาดเดิมว่าจะนำไปทำตลาดเช่นเดิม โดยนำ 2 ตลาดมาเชื่อมกันจึงได้สัมปทานมา”
ทั้งนี้ เมื่อได้สัมปทานทั้งสองตลาด ก็ยังมีความขัดแย้งเกิดในพื้นที่ตลอดเวลา เพราะทุกคนกลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวว่าหากบริษัทเข้ามารับสัมปทานบริหารทั้งสองตลาดแล้วจะคิดค่าเช่าสูง คนในชุมชนซึ่งเป็นพ่อค้าแม่ค้ากลัวว่าจะเข้ามาขายไม่ได้ บริษัทก็ต้องพยายามเจรจากับพ่อค้าแม่ค้ากว่า 1,000 ราย ใช้วิธีเจรจาไปเรื่อยๆ อธิบายว่าจะพัฒนาตลาดอย่างไร
ระหว่างที่เจรจากับพ่อค้าแม่ค้าไปเรื่อยๆ ก็มีเหตุน้ำท่วมใหญ่ในไทยปี 2554 ปกติพื้นที่อื่นน้ำไม่ท่วม ปากคลองตลาดอยู่ติดแม่น้ำก็จะเจอน้ำท่วมประจำ พอถึงช่วงเขื่อนบางโฉมศรีแตก น้ำไหลผ่านเจ้าพระยามาก บริษัทก็ดำเนินการป้องกันพื้นที่ ให้พ่อค้าแม่ค้าและคนในชุมชนในตลาดเห็นว่าน้ำต้องไม่ท่วมปากคลองตลาด ทำกำแพงกั้นริมน้ำสูง 2 เมตร แล้วก็ป้องกันได้ ทำให้คนในชุมชนเห็นความตั้งใจของบริษัท เริ่มให้ความร่วมมือจึงเกิดการพัฒนาโครงการยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ได้ในที่สุด
เฉลียว สรุปข้อคิดว่า การทำธุรกิจที่อยู่บนความขัดแย้ง ต้องใช้ความอดทนมากๆ ต้องรู้จักการเจรจาผ่อนปรนตลอดเวลา แม้ว่าจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นจากระยะเวลาที่สูญเสียไปก็ตาม โดยจะต้องแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์บริษัทอย่างเดียว แต่เป็นการทำเพื่อพัฒนาให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม โดยที่การพัฒนาไปด้วยกันได้กับวิถีชีวิตชุมชนเดิมในพื้นที่ ไม่ใช่พัฒนาจนสถานะของพื้นที่แตกต่างไปจากวิถีชีวิตและวัฒนธรรมจริงที่เคยมี
จะเห็นว่า เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันถึงประโยชน์ที่ได้รับ ธุรกิจที่มีอุปสรรคมากก็จะง่ายขึ้น







