posttoday
เปิดแผน "โอฬาร" นำไทยรับประกันภัยต่อบุกอาเซียน

เปิดแผน "โอฬาร" นำไทยรับประกันภัยต่อบุกอาเซียน

03 มีนาคม 2559

ธงของเราคือจะเป็นบริษัทรับประกันภัยต่อจากธุรกิจประกันภัยรายย่อยเป็นหลัก เน้นที่การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล และประกันสุขภาพ

โดย...วารุณี อินวันนา

โอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ (THRE) บริษัทรับประกันภัยต่อแห่งเดียวในประเทศไทย มีผลเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา โดยเป็นการขยับจากกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (President & COO) ที่ดำรงตำแหน่งนี้ตั้งแต่ปี 2555 ทำให้เข้าใจธุรกิจประกันภัยมากที่สุดคนหนึ่ง

โอฬาร เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ วัยประมาณ 45 ปี จบบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือเอ็มไอที เป็นคนโลว์โปรไฟล์ ไม่ชอบออกสื่อ เกิดในครอบครัวที่ทำธุรกิจประกันภัยภายใต้ชื่อ บริษัท คุ้มเกล้าประกันภัย ผู้รับประกันภัยรถยนต์รายใหญ่อันดับ 10 ในอดีต ปัจจุบันครอบครัวได้ตัดสินใจขายกิจการให้กลุ่มลิเบอร์ตี้มิวชวล กรุ๊ป

“ที่ครอบครัวตัดสินใจขายเพราะราคาดี ได้ราคาขนาดนั้นผมคิดว่าเป็นใครก็ขาย หลังจากนั้นผมก็ช่วยงานเขาอยู่ประมาณ 1 ปี ในตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโส แล้วก็ออกมาพักได้ 2-3 เดือน ก็มีคนชวนมาทำบริษัท ฟอลคอนประกันภัย ก่อนจะถูกชวนมาอยู่ที่ไทยรับประกันภัยต่อ” โอฬารกล่าว

โอฬาร กล่าวว่า การเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในบริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ ในครั้งนี้ ได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร เพื่อเข้ามาสานต่อนโยบายเดิม และเดินหน้าแผนการเข้าสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านการรับประกันภัยต่อในอาเซียน เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน

ทั้งนี้ แผนธุรกิจในอีก 3 ปีข้างหน้า ได้ตั้งเป้าให้มีเบี้ยรับประกันภัยต่อรวม 8,000 ล้านบาท ในปี 2561 จากปี 2558 ที่มีเบี้ยรับรวม 5,262 ล้านบาท เท่ากับว่าตั้งแต่ปี 2559-2561 บริษัทจะต้องเติบโตเฉลี่ยปีละ 15% และเบี้ยประกันภัยต่อจากอาเซียนจะต้องมีสัดส่วนประมาณ 5-10% ของเบี้ยรวม 8,000 ล้านบาท

“ธงของเราคือจะเป็นบริษัทรับประกันภัยต่อจากธุรกิจประกันภัยรายย่อยเป็นหลัก เน้นที่การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล และประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นงานที่ถนัด และก็สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในอาเซียน ที่จะทำให้ประชากรมีรายได้สูงขึ้นในอนาคต และคนเริ่มหนีจากการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลรัฐบาล มาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน” โอฬาร กล่าว

โอฬาร กล่าวว่า ได้วางกลยุทธ์ 3ดี และ 1ไอ  เพื่อให้มีเบี้ยประกันภัยต่อถึง 8,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย หรือ DDD&I เริ่มจาก ดิจิทัล (Digital) ผ่านการวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลครอบคลุมในทุกด้าน ไดเวอร์ซิไฟย์ (Diversify) การกระจายความเสี่ยงในทุกด้าน ทั้งด้านการรับประกันภัย โดยหันมาหาลูกค้ารายย่อยช่วยให้กระจายความเสี่ยงได้ดี รวมถึงการตลาด ผลิตภัณฑ์ ซึ่งการขยายตลาดไปสู่อาเซียนก็เป็นไปตามแผนนี้ รวมถึงการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งบริษัทได้บุคลากรด้านพิจารณารับประกันภัย หรือ Underwriter จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ มาออกแบบสินค้าใหม่ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลแก่นักกีฬามืออาชีพ เช่น นักฟุตบอลที่ถูกซื้อมาร่วมทีม แต่เกิดอุบัติเหตุลงเตะไม่ได้ ทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ ก็จะได้รับการชดใช้ค่าเสียโอกาสนั้น

สุดท้ายคือ ดีรีกูเลชั่น (Deregulation) การปรับปรุงกฎระเบียบภายในให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของภาครัฐและหน่วยงานกำกับด้านธุรกิจประกันภัยออกมา ทั้งการจัดทำหน่วยงานตรวจสอบด้านต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

สำหรับ ไอ คือ อินโนเวชั่น (Innovation) ที่ต้องมีนวัตกรรมใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ และริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ สูงมากในระยะ 3 ปีจากนี้ เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้

ด้านแผนการรับประกันภัยต่อในอาเซียน ที่จะรับประกันภัยต่อจากธุรกิจประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลและสุขภาพนั้น บริษัทเริ่มเข้าไปที่เวียดนามเป็นประเทศแรก โดยร่วมกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทประกันภัยที่มีธนาคารเป็นผู้ถือหุ้นในการร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์ และส่งประกันภัยต่อมาที่บริษัท 50% นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาตลาดอีก 1 ประเทศ แต่ยังไม่ขอเปิดเผย เพราะต้องการความชัดเจนก่อน โดยใช้สินค้าเดียวกัน

“การเข้าไปที่ตลาดเวียดนาม เพราะเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจมาระดับหนึ่งแล้ว และประชาชนมีความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิประโยชน์ของประกันมาระยะหนึ่ง รวมทั้งจำนวนประชากรมีมากพอในการเข้าไปทำตลาด” โอฬาร กล่าว

นอกจากธุรกิจการรับประกันภัยต่อแล้ว บริษัทจะเข้าไปเป็นที่ปรึกษาด้านบริการต่างๆ ทั้งการทำตลาด การพัฒนาสินค้า การฝึกอบรม นักคณิตศาสตร์ประกันภัย ซึ่งเป็นบริการของบริษัทลูก และเป็นความได้เปรียบที่บริษัทไม่ได้ทำธุรกิจรับประกันภัยต่อเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ตลาดรับประกันภัยต่อในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียมีการแข่งขันรุนแรง โดยรัฐบาลอินโดฯ ได้ออกกฎหมายห้ามส่งประกันภัยรถยนต์ไปทำประกันต่อในต่างประเทศ และการประกันสินทรัพย์ จะส่งออกไปทำประกันต่อต่างประเทศได้ ต้องมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มาเลเซียมีกฎสนับสนุนการส่งประกันภัยต่อให้บริษัทในประเทศ

“กฎดังกล่าวทำให้ลูกค้าของประกันภัยต่อหายไปถึง 2 ประเทศ จึงมีการแย่งงานด้วยการลดราคาเบี้ยประกัน ซึ่งเราต้องรักษาลูกค้าเดิมไว้ให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาเองตลอดเวลา ซึ่งปัจจุบันเรามีรายได้จากสินค้าที่เราคิดค้นเอง และให้บริษัทประกันขาย สัดส่วน 70% ของเบี้ยรับรวม และรายได้จากการรับประกันภัยต่อสัดส่วน 30%”โอฬาร กล่าว

ทั้งนี้ แผนการเข้ารับประกันภัยต่อจากธุรกิจประกันในประเทศอื่นๆ ของอาเซียน จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และระมัดระวังสูง เพราะการที่เป็นบริษัทรับประกันภัยต่อด้านประกันภัยต่อเพียงแห่งเดียวของไทย ทำให้คนข้างนอกที่มองเข้ามาตีความว่าบริษัทเป็นตัวแทนประเทศ จึงต้องรักษาความน่าเชื่อถือเอาไว้ให้ได้ผ่านฐานะการเงินและบริการที่ดี

ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายรักษาระดับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งหมดต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio : CAR) ไว้ที่ระดับ 290-300% ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้เครดิตเรตติ้งบริษัทที่ระดับ A- และเป็นอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับในวงการประกันภัย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน