
ชูโมเดลใหม่ จับมือญี่ปุ่นลุยอาเซียน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ได้วางเป้าหมายผลักดันธุรกิจบริการ 6 คลัสเตอร์ ได้แก่ 1.Wellness and Medical Service 2.Logistics 3.Hospitality Service 4.Entertainment and Content 5.Education และ 6.Professional Services ทำให้เกิดกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอกชนไทยและเอกชนญี่ปุ่น โดยองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจญี่ปุ่น (Keizai Doyukai)
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ประเมินมูลค่าของแต่ละกลุ่มไว้เบื้องต้น อาทิ กลุ่ม Wellness and Medical Service มีมูลค่า 2.25 แสนล้านบาท คาดว่าปี 2563 มูลค่าจะสูงถึง 3.62 แสนล้านบาท กลุ่มด้านโลจิสติกส์ มีมูลค่าประมาณ 5.29 แสนล้านบาท คาดว่าจะเพิ่มเป็น 6.14 แสนล้านบาทในปี 2563 กลุ่มด้านดิจิทัล คอนเทนต์ มีมูลค่า 5.45 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเพิ่มเป็น 6 หมื่นล้านบาทในปี 2563 รวมแล้วในกลุ่มภาคบริการทั้งหมด 6 กลุ่ม ในปี 2563 จะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 1.03 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.19% จากปีก่อนหน้านี้ มีมูลค่าประมาณ 9.24 แสนล้านบาท คิดเป็น 25% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ
สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ระบุว่า ตลาดสินค้าบริการใน 6 กลุ่มดังกล่าว ต้องการให้เกิดการร่วมมือจับคู่ทางธุรกิจระหว่างเอสเอ็มอีไทยและผู้ประกอบการญี่ปุ่น เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคบริการส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีรายเล็ก ซึ่งหากมีความร่วมมือกับภาคธุรกิจญี่ปุ่นจะช่วยขยายการเติบโตได้อย่างมาก ซึ่งรูปแบบการร่วมมือคือ จัดให้มีจัดกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ (บิซิเนส แมตชิ่ง) ในปี 2559 ซึ่งการร่วมมือกันระหว่างเอสเอ็มอีไทยและญี่ปุ่น เพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ระยะต่อไปคือ การร่วมมือเปิดตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน และไทยมีศักยภาพศูนย์กลางธุรกิจบริการในภูมิภาคอาเซียน
กลุ่มแรก Wellness and Medical Service มีโอกาสร่วมมือกันพัฒนาสินค้าและเจาะตลาดผู้สูงอายุ ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่และขยายตัวดี 2.กลุ่มโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการขยายตลาดสู่อาเซียน ในกลุ่มประเทศที่มีชายแดนติดกับไทย หรือซีแอลเอ็มอี ประกอบไปด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เป็นตลาดเติบโตสูงและมีความต้องการบริการดังกล่าวสูง อีกทั้งสามารถพัฒนาความร่วมมือเพื่อขยายตลาดสู่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Corridor) ต่อเนื่องไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก ประเทศอินเดีย ถือเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญอย่างมาก 3.กลุ่ม Hospitality Service และบริการที่เกี่ยวข้อง สามารถเจาะตลาดในอาเซียนได้สูงมากเช่นกัน
4. Entertainment and Content ประเทศไทยต้องการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และห้องสำหรับพัฒนาด้านการผลิตจำนวนมาก ซึ่งจุดแข็งของประเทศไทยมีความสามารถด้านคอนเทนต์ระดับสูง 5.ด้านการศึกษา ต้องการโรงเรียนและศูนย์ฝึกอบรมในด้านต่างๆ ที่ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางอาเซียนได้ 6.ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาชีพต่างๆ ที่สามารถยกระดับมาตรฐานวิชาชีพในไทยร่วมกันได้
“ฮิโรโนบุ คิตะกาวะ” ผู้อำนวยการทั่วไป แผนกอุตสาหกรรมภาคการบริการ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร ประเทศญี่ปุ่น) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในประเทศญี่ปุ่นมาจากธุรกิจบริการในประเทศญี่ปุ่นมีสัดส่วนกว่า 70% เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในประเทศ ส่วนที่เหลือ 30% มาจากภาคการผลิต ดังนั้นการนำผู้ประกอบการธุรกิจบริการจากประเทศญี่ปุ่นจำนวนเบื้องต้นประมาณ 160 ราย มาร่วมเจรจากับผู้ประกอบการไทยในครั้งนี้จำนวน 40 ราย เพื่อเปิดโอกาสให้ได้รู้จักและร่วมเป็นคู่ค้า หรือพันธมิตรทางธุรกิจต่อไป รวมทั้งระยะยาวจะเป็นพันธมิตรสู่ตลาดอาเซียนได้
ด้าน ฮารุฮิโร โอซาว่า รองประธานเจโทร กรุงเทพฯ กล่าวว่า เจโทรมีสำนักงานในประเทศญี่ปุ่นมากว่า 45 แห่ง จึงจะสามารถแนะนำและให้บริการแก่ธุรกิจไทยที่จะไปเปิดสาขาในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งข้อมูลของบริษัทญี่ปุ่น ที่มาทำธุรกิจในไทย จำนวน 8,890 บริษัท มีจำนวนธุรกิจบริการในสัดส่วนถึง 49.5% ที่เหลือเป็นภาคการผลิต แสดงให้เห็นว่าธุรกิจบริการมีขนาดใหญ่มากกว่า ดังนั้นธุรกิจบริการในไทยก็สนใจร่วมมือกับเอกชนไทยเพื่อขยายตลาดไปในภูมิภาคอาเซียนต่อไป
ถือเป็นอีกโมเดลหนึ่งระหว่างไทยกับญี่ปุ่น หากมีการร่วมมือจับคู่ได้สำเร็จ จะเกิดโอกาสมหาศาลในการขยายตลาดสู่อาเซียน







