
เซ็นทรัลทุ่ม 3.9 หมื่นล้านปีนี้ สยายปีกไต่รายได้ 3 แสนล.
แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศจะมีปัญหา
แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศจะมีปัญหา แต่บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล ยังคงใช้งบก้อนโตลงทุนขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้เตรียมงบสำหรับใช้ในการลงทุนไว้ที่ประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาที่ใช้ไปประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการลงทุนในแต่ละครั้งหวังผลงอกเงยระยะยาว
สำหรับโครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้นปีนี้ ในส่วนของตลาดในประเทศจะมีในส่วนของธุรกิจศูนย์การค้าที่จะเปิดให้บริการในปีนี้ ประกอบด้วย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช และศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา ส่วนอีก 1 ศูนย์การค้าที่ได้ใช้งบลงทุนไปแล้วและปีนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อให้แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 2560 คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต เฟส 2
ขณะที่ธุรกิจห้างสรรพสินค้า ปีนี้มีแผนที่จะเปิดให้บริการ 2 สาขา ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน นครศรีธรรมราช และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ลพบุรี นอกจากนี้กลุ่มเซ็นทรัลยังมีแผนที่จะสร้างห้างสรรพสินค้าเซนสาขาใหม่ที่หาดป่าตอง บนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ หลังเข้าซื้ออาคารห้างค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อนำพื้นที่มาปรับปรุงเป็นห้างสรรพสินค้าเซน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผน
ในส่วนของธุรกิจโรงแรม ปีนี้มีแผนขยายธุรกิจโรงแรมทั้งในประเทศและต่างประเทศประมาณ 6,716 ห้อง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวเซ็นทรามาริส รีสอร์ท จอมเทียน และเปิดตัวบางกอกคอนเวนชั่น คุ้มคำ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ขณะที่ไตรมาส 2 มีแผนที่จะเปิดตัวโรงแรมเซ็นทาราอเวนิว โฮเทล พัทยา และไตรมาส 4 จะเปิดตัวโรงแรมโคซี่ ซึ่งจะเป็นโรงแรมราคาประหยัดอีกประมาณ 6 โครงการ ในประเทศไทย พร้อมกับเปิดตัวโรงแรมปาร์ค ไฮแอท กรุงเทพ ซึ่งจะเป็นโรงแรมระดับ 6 ดาว มีเพียง 36 สาขาทั่วโลก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เป็นแห่งแรกในประเทศไทย
ด้านต่างประเทศ กลุ่มเซ็นทรัลก็มีแผนที่จะเข้าไปขยายธุรกิจโรงแรมในอีกหลายแห่งเช่นกัน โดยขณะนี้ได้ทำสัญญาบริหารโรงแรมเพิ่มเติมอีก 29 แห่ง รวม 6,716 ห้องพัก ในจำนวนดังกล่าวประกอบด้วย โรงแรมเซ็นทารา มัสกัส โฮเทล ประเทศโอมาน โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เวสต์ เบย์ โฮเทล โดฮา ประเทศกาตาร์ และโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลีเกีย รีสอร์ท แอนด์ สปา ประเทศตุรกี พร้อมกันนี้ยังจะมีในส่วนของกลุ่มเซ็นทรัลเข้าไปลงทุนเองอีก 2 แห่ง ที่มัลดีฟส์ รวมงบลงทุน 3,517 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ไอส์แลนด์ รีสอร์ท แอนด์สปา มัลดีฟส์ เป้นโรงแรม 5 ดาว ลงทุน 2,051 ล้านบาท และโรงแรมเซ็นทารา รัส ฟูชิ รีสอร์ท แอนด์ สปา มัลดีฟส์ เป็นโรงแรม 4 ดาว ลงทุน 1,466 ล้านบาท
นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัลยังมีแผนจะขยายธุรกิจโรงแรม 4 ดาว ที่ประเทศมัลดีฟส์ เพิ่มอีก 2 แห่ง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการลงทุนก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในปี 2562 ควบคู่ไปกับการลงทุนโรงแรมระดับ 4 ดาว ที่ดูไบ ภายใต้งบลงทุน 2,500 ล้านบาท โดยในส่วนของโครงการดังกล่าวจะเป็นการร่วมทุนกับนักธุรกิจกลุ่ม Nakheel, Dubai-based developer เพื่อสร้างบีชฟรอนต์ระดับ 4 ดาว จำนวน 550 ห้อง
ในส่วนของธุรกิจร้านค้าและร้านอาหารในเครือปีนี้ก็มีแผนที่จะเปิดร้านใหม่รวม 420 สาขา ประกอบตัวด้วย ธุรกิจร้านอาหารในกลุ่มเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ร้านสินค้าแฟชั่นในกลุ่มเซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์สโตร์ภายใต้แบรนด์เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ มาร์เก็ต ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ และท็อปส์ เดลี่ ธุรกิจร้านแฟมิลี่มาร์ท ร้านจำหน่ายสินค้านำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น โคโมโนยะ ร้านจำหน่ายสินค้านำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น มัทสึโมโตะ คิโยชิ ร้านซูเปอร์สปอร์ต ร้านออฟฟิศเมท ร้านบีทูเอส ร้านเพาเวอร์บาย และร้านไทวัสดุ
อย่างไรก็ดี นอกจากจะให้ความสำคัญกับการเปิดร้านใหม่แล้ว กลุ่มเซ็นทรัลยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงธุรกิจศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าในเครือ โดยในกลุ่มของธุรกิจศูนย์การค้าปีนี้มีแผนที่จะปรับปรุงศูนย์การค้าเซ็นทรัล พัทยา เซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 3 ส่วนธุรกิจห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลก็มีแผนที่จะปรับปรุงในส่วนของสาขาชิดลม ภูเก็ต บางนา และปิ่นเกล้า รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าเซน ขณะที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสันก็มีแผนที่จะปรับปรุง 7 สาขา ประกอบด้วย พระราม 9 เชียงใหม่ ราชบุรี ตรัง จันทบุรี สระบุรี และนครศรีธรรมราช รวมไปถึงการปรับปรุงห้างสรรพสินค้าโรบินส์ ที่โฮจิมินห์ ซิตี้
ขณะที่การลงทุนในตลาดต่างประเทศ กลุ่มเซ็นทรัลยังคงเดินหน้าที่จะขยายธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจโรงแรมอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยในส่วนของปีนี้จะให้ความสำคัญกับการลงทุนขยายธุรกิจในประเทศตรุกี โอมาน กาตาร์ ดูไบ คิวบา จีน และลาว ซึ่งในส่วนของประเทศดังกล่าวจะเน้นการลงทุนไปในด้านของธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก ส่วนธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ยังคงให้ความสำคัญกับการธุรกิจเดิมที่มีอยู่ทั้งในยุโรปและเอเชีย
กลุ่มเซ็นทรัลยังได้วางเป้าหมายพร้อมจะขยายธุรกิจเพิ่มในทุกประเทศหากมีโอกาสเหมาะสม หลังจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศยุโรป ด้วยการเข้าไปซื้อห้างสรรพสินค้าชื่อดังในหลายแห่งภายใต้งบลงทุนรวมกว่า 4.08 หมื่นล้านบาท และในอีก 5 ปีนับจากนี้ (2559-2563) มีแผนที่จะเตรียมงบอีกกว่า 1.04 หมื่นล้านบาท ปรับปรุงห้างสรรพสินค้าในเครือ ประกอบด้วย ลา รีนาเซนเต 3,600 ล้านบาท ห้างสรรพสินค้าอิลลุม 2,400 ล้านบาท และกลุ่มห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุ๊ป ในเยอรมนี 4,400 ล้านบาท
ปัจจุบันกลุ่มเซ็นทรัลมีธุรกิจห้างสรรพสินค้าในยุโรปด้วยกัน 5 แบรนด์ ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้าลา รีนาเซนเต มิลาน ประเทศอิตาลี ห้างสรรพสินค้าคาเดเว ประเทศเยอรมนี ห้างสรรพสินค้าอัลสแตร์เฮาส์ ประเทศเยอรมนี ห้างสรรพสินค้าโอเบอร์โพลลิงเกอร์ ประเทศเยอรมนี และห้างสรรพสินค้าอิลลุม ประเทศเดนมาร์ก
ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า หลังจากบริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับธุรกิจที่ได้ลงทุนไปเมื่อปีที่ผ่านมาเริ่มรับรู้รายได้อย่างเต็มที่ในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ร้านค้า หรือร้านอาหาร คาดว่าจะทำให้สิ้นปี 2559 นี้บริษัทน่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 337,040 ล้านบาท เติบโต 18.9% เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีรายได้อยู่ที่ประมาณ 283,450 ล้านบาท เติบโต 13.5% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าภาพรวมจีดีพีของประเทศที่ปี 2558 ที่ผ่านมาเติบโตเพียง 2.8% เท่านั้น
ทั้งนี้ ในมูลค่าของรายได้ดังกล่าวในปี 2558 ที่ผ่านมาแบ่งเป็นรายได้ที่มาจากต่างประเทศประมาณ 18% ซึ่งถือว่าเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ค่อนข้างสูง เนื่องจากปีดังกล่าวกลุ่มเซ็นทรัลมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 12% ขณะที่ปี 2556 มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 11% ปี 2555 มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 9% ปี 2554 มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 5% และในปี 2559 นี้คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 24%
ทศ กล่าวต่อว่า หลังจากบริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจห้างสรรพสินค้าในกลุ่มประเทศยุโรปอย่างต่อเนื่องในตลอดระย 4-5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปี 2558 บริษัทมีรายได้ที่มาจากธุรกิจในกลุ่มประเทศยุโรป 3 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 30% ของรายได้กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้าในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีรายได้อยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 24% โดยในปี 2559 นี้คาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจห้างสรรพสินค้าในยุโรปเพิ่มเป็น 5.1 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 40% ซึ่งจากแนวโน้มที่ดีของการทำธุรกิจห้างสรรพสินค้าในกลุ่มประเทศยุโรป คาดว่าภายในปี 2563 จะมีรายได้เพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาท อย่างแน่นอน
การเดินหน้าขยายธุรกิจในเครืออย่างต่อเนื่องขนาดนี้เป้าหมายรายได้รวมกว่า 3 แสนล้านบาท ในสิ้นปีนี้อาจน้อยเกินไป เพราะขนาดเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาทั้งในประเทศและต่างประเทศจะไม่ดี แต่กลุ่มเซ็นทรัลก็ยังสามารถเติบโตสวนกระแสภาพรวมเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก หลังจากผ่านปีนี้ไปคงต้องมารอลุ้นว่า ในปี 2563 รายได้ต่างประเทศกว่าแสนล้าน รายได้ในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร







