posttoday
Fund Flow

Fund Flow

30 กรกฎาคม 2553

....กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา ฝรั่งเกิดเปลี่ยนแนว พลิกกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยไปประมาณ 2,826.01 ล้านบาท ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมา (ต้องขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อเย็นวันที่ 7 เม.ย. 2553 เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 22 ก.ค. 2553 ฝรั่งขายสุทธิไปแล้ว 6.7 หมื่นล้านบาท) เท่านั้นยังไม่พอ วันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังหยุดไป 3 วัน ฝรั่งยังซื้อสุทธิต่ออีก 2,710.82 ล้านบาท

จากข้อมูล มูลค่าการซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึงวันที่ 27 ก.ค. 2553 พบว่าฝรั่งยังขายสุทธิ 12,577 ล้านบาท ซึ่งถ้าฝรั่งพลิกกลับมาซื้อ ก็น่าจะทำให้หุ้นบ้านเราขึ้นได้ เพราะตอนนี้ฝรั่งยังเป็นขายสุทธิอยู่

อย่างไรก็ตาม การตามฝรั่งต้องดูที่ Regional Foreign Fund Flow ทั้งนี้ในช่วง 3 สัปดาห์หลังของเดือน ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา มีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนมากขึ้นอย่างมีนัย

ดังนั้น นักลงทุนต้องติดตาม Foreign Fund Flow อย่างใกล้ชิด เพราะแรงซื้อของฝรั่งมีความสำคัญมาก ที่จะทำให้ดัชนีหุ้นบ้านเราไปต่อได้

โดยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา มีเม็ดเงินไหลเข้าเอเชียแล้วดังนี้ เกาหลีใต้ 2,122.58 ล้านเหรียญสหรัฐ ไต้หวัน 1,509.22 ล้านเหรียญสหรัฐ อินโดนีเซีย 382.71 ล้านเหรียญสหรัฐ บ้านเรา 147.55 ล้านเหรียญสหรัฐ เวียดนาม 24.56 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีเงินไหลออกที่ฟิลิปปินส์ 20.34 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลถึงวันที่ 27 ก.ค. 2553)

แต่ถ้านักลงทุนต้องการทราบต่อไปอีกว่า ฝรั่งซื้อตัวไหนขายตัวไหน ขอให้ไปดูที่ข้อมูล NVDR เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม การที่หุ้นขึ้นมาพอสมควร โอกาสปรับฐานก็มี และยังมีปัจจัยอื่นที่นักลงทุนต้องติดตาม เพราะอาจทำให้ตลาดปรับฐานได้

เรื่องแรก การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญนิติบัญญัติในวันที่ 1 ส.ค. ถึงวันที่ 28 พ.ย. 2553 โดยมี 3 เรื่องในการพิจารณา คือ 1.การแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล 3.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งในการอภิปรายอาจมีเรื่องกระทบทางการเมืองได้ และการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดไต่สวนพยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยกำหนดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 9 ส.ค. ครั้งที่ 2 วันที่ 23 ส.ค. (กกต.) ครั้งที่ 3 วันที่ 30 ส.ค. และครั้งที่ 4 วันที่ 6 ก.ย. ซึ่งก็อาจทำให้มีประเด็นทางการเมืองเกิดขึ้นได้

เรื่องที่สอง ข่าวดีต่างๆ ตลาดรับรู้หมดแล้ว เช่น เรื่องผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แม้จะทยอยประกาศจนถึงปลายเดือน ส.ค.นี้ ก็ไม่น่าจะสร้างความตื่นเต้นอะไรได้ หรือตัวเลข GDP ของไตรมาส 2 ที่จะประกาศในวันที่ 23 ส.ค. 2553 ของ ธปท. ตลาดก็รับรู้ไปแล้ว (GDP ในไตรมาส 2 ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 7.5%)

เรื่องที่สาม พี/อีบ้านเราก็ไม่ถือว่าถูก โดยพี/อีตลาดหุ้นบ้านเราตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 13.31 เท่า และพี/อีสิ้นปีนี้ของบ้านเราจะอยู่ที่ประมาณ 14 เท่า

สำหรับพี/อีสิ้นปีของเพื่อนบ้านอย่างฮ่องกง 13.88 เท่า ไต้หวัน 13.22 เท่า เกาหลีใต้ 9.87 เท่า และจีน 15.25 เท่า โดยเมื่อเทียบพี/อีกันแล้ว จะเห็นว่าพี/อีบ้านเราก็ไม่ได้ต่ำไปกว่าของเพื่อนบ้านเลย

จริงๆ แล้วดัชนีหุ้นน่าจะปรับตัวในเดือน ส.ค. เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมา แต่เนื่องจากฝรั่งกลับมาซื้อหุ้นเลยไปต่อได้ แม้จะขึ้นมาแล้ว 17% นับตั้งแต่ต้นปีก็ตาม

ดังนั้น การลงทุนในช่วงนี้ต้องตามเรื่อง Regional Fund Flow อย่างใกล้ชิด...สวัสดีครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน