posttoday
ซื้อกิจการผลดีต่อ TUF ระยะยาว

ซื้อกิจการผลดีต่อ TUF ระยะยาว

30 กรกฎาคม 2553

 

 

....เจียรนัย อุตะมะ

ผลการเข้าซื้อกิจการอาหารทะเลบรรจุกระป๋องครบวงจร MW Brands Holdings SAS (MWB) สัญชาติฝรั่งเศส ของบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ทำให้นักวิเคราะห์ในตลาดมีมุมมองที่ดีต่อหุ้นนี้

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ระบุว่า ราคาที่ซื้อ 680 ล้านเหรียญยูโร หรือประมาณ 2.85 หมื่นล้านบาท ซึ่งราคาเข้าซื้อคิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ 18 เท่า และมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (EV/EBITDA) ที่ 8 เท่า ซึ่งระดับ EV/EBITDA ณ ราคาเข้าซื้อใกล้เคียงกับ EV/EBITDA ของ TUF เอง แต่ P/E ดูเหมือนว่าจะแพงกว่า แต่มองว่าเป็นระดับที่เหมาะสม เนื่องจาก MWB ให้อัตรากำไรที่สูงกว่า คือ 8% เทียบ 6% ของ TUF

ในขณะเดียวกัน โครงสร้างเงินลงทุนยังดีกว่าที่คาด เนื่องจากโครงสร้างเงินลงทุนส่วนใหญ่เป็นหนี้สิน (85% ของมูลค่าเข้าซื้อกิจการ) ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิน่าจะเพิ่มขึ้นจากระดับ 0.6 เท่า มาอยู่ที่ 1.6 เท่า ซึ่งมองว่าเป็นระดับที่ยอมรับได้ บริษัทคาดว่าจะสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิให้ลงมาอยู่ที่ 1 เท่า ใน 34 ปีข้างหน้า ขณะที่น่าจะรวมงบ MWB ได้อย่างเร็วสุดในช่วงไตรมาส 4 ปี 2553 ภายใต้ความสามารถในการทำกำไรของ MWB ในปี 2553 คำนวณเบื้องต้นว่า

การเข้าซื้อกิจการนี้จะทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) หลัง Dilute ขยายตัว 5% ในปีหน้า และ 10% ในปี 2555 ขณะที่มูลค่าที่แท้จริง (ประเมินภายใต้ประมาณการปี 2554) คาดว่าจะอยู่ที่ช่วง 5362 บาท/หุ้น ภายใต้ P/E เป้าหมายที่ 1214 เท่า ซึ่งให้ผลตอบแทนจากราคาหุ้นปัจจุบันประมาณ 1133%

นอกจากนี้ ยังมองว่าการเข้าซื้อกิจการเป็นกลยุทธ์ที่ดีสำหรับ TUF เนื่องจากช่วยให้โครงสร้างธุรกิจของ TUF ดีขึ้น ผ่านทางการมีแบรนด์เป็นของตัวเองมากขึ้น

นอกเหนือไปจาก Chicken of the Seas และยังเป็นการรุกตลาดยุโรปมากขึ้นอีกด้วย ขณะที่จะทำให้เกิดการผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ (Synergy) แก่ TUF ผ่านทางการจัดหาทูน่าได้ในราคาถูกมีฐานการผลิตที่เหมาะสม และได้รับความรู้ และความเชี่ยวชาญชำนาญ

นักวิเคราะห์ บล.ฟาร์อีสท์ มีมุมมองที่เป็นบวกต่อการเข้าซื้อกิจการของ MW Brands ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการเข้าซื้อครั้งนี้ยังคงต้องรอเงื่อนไขอีก 2 ประการ คือ

ประการแรกการผ่านมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 2 ก.ย. 2553 และประการที่สอง ผ่านการพิจารณาจาก AntiTrust Clearance ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 23 เดือนข้างหน้า)

อย่างไรก็ตาม หากการซื้อกิจการสำเร็จ จะทำให้ TUF เป็นผู้ผลิตปลาทูน่าบรรจุกระป๋องรายใหญ่ของโลก โดยสามารถแปรรูปวัตถุดิบปลาทูน่าได้ถึง 5 แสนตัน/ปี (เทียบเท่ากับปริมาณการผลิตประมาณ 20% ของโลก) ซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตได้เกือบ 4 แสนตัน/ปี

ขณะที่ปัจจุบัน TUF มีสัดส่วนยอดขายที่มาจากตลาดยุโรป 11% ของยอดขายรวม ซึ่งหากสำเร็จ ก็จะช่วยให้สัดส่วนยอดขายในตลาดยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงสัดส่วนยอดขายที่มาจากทูน่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกินกว่า 50% ของยอดขายรวม ทั้งนี้เราเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทในการได้มาซึ่งการเป็นผู้นำตลาดหลายประเทศในยุโรป (ภายใต้ MW Brands) ไม่ว่าจะเป็น Petit Navire (ส่วนแบ่งตลาด 29% ในฝรั่งเศส), John West (33% ในอังกฤษ) โดยเชื่อว่า TUF จะสามารถใช้ความได้เปรียบทางด้านต้นทุนการจัดหาวัตถุดิบของ MW Brands ในการสร้างขยายธุรกิจของบริษัทเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ในระยะยาว

แม้การซื้อกิจการดังกล่าวจะทำให้ TUF มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เพิ่มขึ้นเป็นประมาณเกือบ 2 เท่า แต่เห็นว่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะลดลง เนื่องจากการชำระหนี้เงินกู้ออกไป รวมถึงผลประกอบการที่จะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต ดังนั้นยังแนะนำ “ซื้อสะสม” โดยมีราคาเป้าหมาย 51 บาท ในปี 2553 (ซึ่งยังไม่รวมผลการดำเนินงานของ MWB เข้ามาในขณะนี้)

MWB ซึ่งจัดตั้งในปี 2549 เมื่อ H.J. Heinz ขายหุ้นธุรกิจอาหารทะเลในยุโรปที่ราคา 425 ล้านยูโร ให้แก่ เลห์แมน บราเธอร์ส เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดอาหารทะเลกระป๋องในยุโรปโดยบริษัทมีแบรนด์ของตัวเองทั้งหมด 4 แบรนด์ คือ John West, Petit Navire, Hyacinthe Parmentier และ Marablu รวมถึงการรับจ้างผลิต John West เป็นแบรนด์อันดับ 1 ในตลาดสหราชอาณาจักร (อังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์) และไอร์แลนด์ โดยมีส่วนแบ่งตลาด 33% ขณะที่ Petit Navire และ Hyacinthe เป็นแบรนด์ชั้นนำในตลาดฝรั่งเศส โดยมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันประมาณ 29%

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน