
ซื้อกิจการผลดีต่อ TUF ระยะยาว
....เจียรนัย อุตะมะ
ผลการเข้าซื้อกิจการอาหารทะเลบรรจุกระป๋องครบวงจร MW Brands Holdings SAS (MWB) สัญชาติฝรั่งเศส ของบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ทำให้นักวิเคราะห์ในตลาดมีมุมมองที่ดีต่อหุ้นนี้
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต ระบุว่า ราคาที่ซื้อ 680 ล้านเหรียญยูโร หรือประมาณ 2.85 หมื่นล้านบาท ซึ่งราคาเข้าซื้อคิดเป็นสัดส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ 18 เท่า และมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (EV/EBITDA) ที่ 8 เท่า ซึ่งระดับ EV/EBITDA ณ ราคาเข้าซื้อใกล้เคียงกับ EV/EBITDA ของ TUF เอง แต่ P/E ดูเหมือนว่าจะแพงกว่า แต่มองว่าเป็นระดับที่เหมาะสม เนื่องจาก MWB ให้อัตรากำไรที่สูงกว่า คือ 8% เทียบ 6% ของ TUF
ในขณะเดียวกัน โครงสร้างเงินลงทุนยังดีกว่าที่คาด เนื่องจากโครงสร้างเงินลงทุนส่วนใหญ่เป็นหนี้สิน (85% ของมูลค่าเข้าซื้อกิจการ) ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิน่าจะเพิ่มขึ้นจากระดับ 0.6 เท่า มาอยู่ที่ 1.6 เท่า ซึ่งมองว่าเป็นระดับที่ยอมรับได้ บริษัทคาดว่าจะสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิให้ลงมาอยู่ที่ 1 เท่า ใน 34 ปีข้างหน้า ขณะที่น่าจะรวมงบ MWB ได้อย่างเร็วสุดในช่วงไตรมาส 4 ปี 2553 ภายใต้ความสามารถในการทำกำไรของ MWB ในปี 2553 คำนวณเบื้องต้นว่า
การเข้าซื้อกิจการนี้จะทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) หลัง Dilute ขยายตัว 5% ในปีหน้า และ 10% ในปี 2555 ขณะที่มูลค่าที่แท้จริง (ประเมินภายใต้ประมาณการปี 2554) คาดว่าจะอยู่ที่ช่วง 5362 บาท/หุ้น ภายใต้ P/E เป้าหมายที่ 1214 เท่า ซึ่งให้ผลตอบแทนจากราคาหุ้นปัจจุบันประมาณ 1133%
นอกจากนี้ ยังมองว่าการเข้าซื้อกิจการเป็นกลยุทธ์ที่ดีสำหรับ TUF เนื่องจากช่วยให้โครงสร้างธุรกิจของ TUF ดีขึ้น ผ่านทางการมีแบรนด์เป็นของตัวเองมากขึ้น
นอกเหนือไปจาก Chicken of the Seas และยังเป็นการรุกตลาดยุโรปมากขึ้นอีกด้วย ขณะที่จะทำให้เกิดการผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ (Synergy) แก่ TUF ผ่านทางการจัดหาทูน่าได้ในราคาถูกมีฐานการผลิตที่เหมาะสม และได้รับความรู้ และความเชี่ยวชาญชำนาญ
นักวิเคราะห์ บล.ฟาร์อีสท์ มีมุมมองที่เป็นบวกต่อการเข้าซื้อกิจการของ MW Brands ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการเข้าซื้อครั้งนี้ยังคงต้องรอเงื่อนไขอีก 2 ประการ คือ
ประการแรกการผ่านมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 2 ก.ย. 2553 และประการที่สอง ผ่านการพิจารณาจาก AntiTrust Clearance ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 23 เดือนข้างหน้า)
อย่างไรก็ตาม หากการซื้อกิจการสำเร็จ จะทำให้ TUF เป็นผู้ผลิตปลาทูน่าบรรจุกระป๋องรายใหญ่ของโลก โดยสามารถแปรรูปวัตถุดิบปลาทูน่าได้ถึง 5 แสนตัน/ปี (เทียบเท่ากับปริมาณการผลิตประมาณ 20% ของโลก) ซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตได้เกือบ 4 แสนตัน/ปี
ขณะที่ปัจจุบัน TUF มีสัดส่วนยอดขายที่มาจากตลาดยุโรป 11% ของยอดขายรวม ซึ่งหากสำเร็จ ก็จะช่วยให้สัดส่วนยอดขายในตลาดยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงสัดส่วนยอดขายที่มาจากทูน่าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกินกว่า 50% ของยอดขายรวม ทั้งนี้เราเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทในการได้มาซึ่งการเป็นผู้นำตลาดหลายประเทศในยุโรป (ภายใต้ MW Brands) ไม่ว่าจะเป็น Petit Navire (ส่วนแบ่งตลาด 29% ในฝรั่งเศส), John West (33% ในอังกฤษ) โดยเชื่อว่า TUF จะสามารถใช้ความได้เปรียบทางด้านต้นทุนการจัดหาวัตถุดิบของ MW Brands ในการสร้างขยายธุรกิจของบริษัทเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ในระยะยาว
แม้การซื้อกิจการดังกล่าวจะทำให้ TUF มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เพิ่มขึ้นเป็นประมาณเกือบ 2 เท่า แต่เห็นว่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวคาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะลดลง เนื่องจากการชำระหนี้เงินกู้ออกไป รวมถึงผลประกอบการที่จะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต ดังนั้นยังแนะนำ
“ซื้อสะสม” โดยมีราคาเป้าหมาย 51 บาท ในปี 2553 (ซึ่งยังไม่รวมผลการดำเนินงานของ MWB เข้ามาในขณะนี้)MWB ซึ่งจัดตั้งในปี 2549 เมื่อ H.J. Heinz ขายหุ้นธุรกิจอาหารทะเลในยุโรปที่ราคา 425 ล้านยูโร ให้แก่ เลห์แมน บราเธอร์ส เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดอาหารทะเลกระป๋องในยุโรปโดยบริษัทมีแบรนด์ของตัวเองทั้งหมด 4 แบรนด์ คือ John West, Petit Navire, Hyacinthe Parmentier และ Marablu รวมถึงการรับจ้างผลิต John West เป็นแบรนด์อันดับ 1 ในตลาดสหราชอาณาจักร (อังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์) และไอร์แลนด์ โดยมีส่วนแบ่งตลาด 33% ขณะที่ Petit Navire และ Hyacinthe เป็นแบรนด์ชั้นนำในตลาดฝรั่งเศส โดยมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันประมาณ 29%







