posttoday
บลจ.ทาลิส กำไรของลูกค้า ต้องมาก่อน

บลจ.ทาลิส กำไรของลูกค้า ต้องมาก่อน

26 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

หลังจากตั้งต้นกันมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทาลิส ที่มี ฉัตรพี ตันติเฉลิม นั่งแท่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือน มี.ค.นี้

เงิน 1,000 ล้านรอลงทุน

และทันทีที่ออกสตาร์ทก็พร้อมจะก้าวกระโดด เพราะมีลูกค้าใจจดใจจ่อรอเปิดบัญชีอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเมื่อตัดสินใจลดวงเงินขั้นต่ำในการจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคลจาก 100 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาท ทำให้รับกลุ่มลูกค้ากว้างขึ้น

“เมื่อประเมินจากลูกค้าที่ติดต่อเข้ามา คาดว่าในช่วง 1-2 เดือนแรก จะมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 1,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 2,000-3,000 ล้านบาทในปีแรก ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการกองทุนของเรามาก เพราะยังไม่ทันเปิดบริการ แต่ลูกค้ากล้าเอาเงินมาให้บริหาร” ประภาส กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกจะให้บริการเฉพาะกองทุนส่วนบุคคล โดยยังไม่สามารถจัดตั้งกองทุนรวมได้ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการวางระบบอีกระยะหนึ่ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มจัดตั้งได้ในกลางปีนี้

“แต่กองทุนรวมของเราคงไม่ลงไปที่รายย่อยมากๆ เพราะเราเป็น บลจ.ขนาดเล็ก ทำให้มีข้อจำกัดด้านการบริการ และหลังจากมีกองทุนรวม อาจจะต้องปรับวงเงินขั้นต่ำในการจัดตั้งกองทุนส่วนบุคคลจาก 20 ล้านบาท เป็น 50 ล้านบาท” ประภาส กล่าว

ฉัตรพี บอกว่า อุตสาหกรรมกองทุนในปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 6 ล้านล้านบาท และนักลงทุน 4 ล้านบัญชี ซึ่งเป็น “เค้กก้อนใหญ่” และถือเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ บลจ.ทาลิส เพราะเป็นกลุ่มที่มีความรู้และความเข้าใจการลงทุนในกองทุนมาแล้ว

“เราเป็น บลจ.ขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะเข้าถึงยากหน่อย แต่ถ้าลูกค้ารู้จักและชอบเรา จะมาหาเรา โดยเฉพาะคนที่เคยบาดเจ็บจากการลงทุนมาแล้วจะเป็นลูกค้าที่ดี เพราะเขาจะหาคนที่ดีที่สุดมาบริหารเงินให้” ฉัตรพี กล่าว

มีโอกาสโต... แต่จะโตเมื่อพร้อม

ฉัตรพี กล่าวอีกว่า ธุรกิจบริหารจัดการลงทุนยังสามารถเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากคนที่มีเงินต้องการลงทุน และปริมาณเงินลงทุนจะมีมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ ทำให้คนต้องหาทางเลือกอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

“ธุรกิจนี้โตได้อีกมาก แต่สำหรับ บลจ.ทาลิส เราอยากให้พร้อมก่อนแล้วค่อยโต เพราะถ้าวิ่งไปแล้วเกิดปัญหา เราก็สามารถหยุดวิ่งได้ ซึ่งหุ้นส่วนทุกคนเข้าใจ เพราะแม้ว่า เราอยากให้ธุรกิจเติบโต อยากให้มีรายได้ แต่ต้องไม่ทำให้เป็นกังวลในอนาคต” ฉัตรพี กล่าว

เช่นเดียวกับ ประภาส ที่บอกว่า “ในอนาคตหากเราเห็นว่า ขนาดกองทุนของเราใหญ่เกินไป เราสามารถหยุดรับเงินใหม่ได้” และไม่เฉพาะขนาดธุรกิจเท่านั้นที่จะแตะเบรกเมื่อมองเห็นความเสี่ยง แต่ปรัชญานี้ยังถูกนำไปใช้การให้คำแนะนำการลงทุนกับลูกค้าอีกด้วย

“ในอนาคตถ้าตลาดหุ้นไทยร้อนแรงมาก เราอาจจะแนะนำให้ลูกค้าลดการลงทุนในหุ้นไทย แล้วโยกไปลงทุนตลาดเงิน หรือลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลง จนเมื่อเห็นแนวโน้มที่หุ้นจะกลับมาถึงแนะนำให้จะกลับมาลงทุนอีกครั้ง ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้รายได้เราหายไป แต่เราก็ยินดี เพราะทำเพื่อปกป้องลูกค้า” ประภาส กล่าว

ประภาส บอกว่า แนวคิดนี้แม้จะทำให้เสียประโยชน์ในระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว

“เราเชื่อว่าจะเป็น Short-term pain, long-term gain โดยระยะสั้นเราอาจจะ pain แต่ลูกค้าไม่ได้ pain ด้วย แต่ระยะยาวถ้าลูกค้า gain เราก็ gain ด้วย” ประภาส กล่าว

ฉัตรพี บอกว่า “สาเหตุที่เราทำแบบนี้ได้ เพราะบริษัทไม่ตั้งเป้าหมายกำไร แต่เป้าหมายของเรา คือ จะทำให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุด”

นอกจากนี้ ยังเป็นเพราะทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารเป็นคนคนเดียวกัน

“เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารเป็นคนคนเดียวกัน ทำให้รู้และเข้าใจการบริหารจัดการที่ดีที่สุดให้ลูกค้ารู้ว่าอะไรควรหลีกเลี่ยง และมีอำนาจ 100% ในการทำสิ่งนั้น แต่หากผู้บริหารและผู้ถือหุ้นไม่คิดไปในทางเดียวกัน ผู้บริหารอาจจะไม่มีอิสระในการตัดสินใจ” ประภาส กล่าว

พร้อมกับยกตัวอย่างว่า ปัจจุบัน บลจ.ทาลิส จะมีทีมฝ่ายการลงทุน 10 คน ซึ่งถือเป็นทีมใหญ่พอจะรองรับเม็ดเงิน ซึ่งเน้นลงทุนหุ้น ที่ต้องวิเคราะห์เชิงลึกและกว้าง เพราะมีความเสี่ยงสูง 

“ถ้าในอนาคตผู้บริหารเห็นว่าต้องเพิ่มคน เราก็ต้องทำ แต่ถ้าผู้ถือหุ้นไม่อนุมัติให้เพิ่มก็จบ ทำให้คนที่ทำงานต้องแบกภาระหนักขึ้น ซึ่งปัญหาแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นที่นี่” ประภาส กล่าว

ฉัตรพี กล่าวว่า “บลจ.ทาลิส เป็น บลจ.แรกที่ผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดา และในปัจจุบันไม่มี บลจ. ไหนที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นแบบเราเลย แต่อีกไม่นานจะมี บลจ. แห่งที่ 2 ตามมา ซึ่งเป็นไปตามพัฒนาการของอุตสาหกรรม ที่ยกเลิกกฎให้ บลจ. ต้องมีสถาบันการเงินถือหุ้น เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา”

ผลตอบแทนคาดหวังปีละ 10% 

ถ้ามองไปที่ภาพรวมการลงทุน ประภาส บอกว่า “ตลาดหุ้นต่างประเทศปีนี้คงเหนื่อย เพราะทั้งสหรัฐ และเฮลธ์แคร์ จะถูกขายทำกำไร ซึ่งปีนี้ทั้งปีคงกลับมาบวกได้ยาก แต่ตลาดหุ้นไทยจะดี โดยคาดว่าจะบวกได้ 10-15% เพราะนิสัยของตลาดหุ้นไทยมักจะบวกปีลบปี ประกอบกับเงินลงทุนจะไหลกลับมาตลาดเกิดใหม่ และตลาดหุ้นไทย”

พร้อมกันนี้ ประภาส ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ จะเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,220-1,500 จุด

“ถ้าราคาน้ำมันสามารถยืนได้ ปตท.จะดี และถ้าราคาน้ำมันขึ้นแรง เศรษฐกิจเติบโตชัดเจน หุ้นขนาดใหญ่จะมา เพราะนักลงทุนต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสไปถึง 1,500 จุด” ประภาส กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะยังไม่มา แต่ ประภาส บอกว่า ยังมีโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นไทย และเป็นโอกาสลงทุนที่ถือว่าเป็นความได้เปรียบของ บลจ.ขนาดเล็ก นั่นคือ หุ้นขนาดกลางและเล็ก ที่กองทุนขนาดใหญ่ไม่สามารถลงทุนได้

นอกจากนี้ ปีหน้า บลจ.ทาลิส จะออกกองทุนที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ (Fund of Funds) โดยผู้จัดการกองทุนจะปรับสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมให้ตลอดเวลา เพราะในแต่ละช่วงเวลาตลาดต่างประเทศมีทั้งดีและไม่ดี และในอีก 3 ปีข้างหน้า จะมีกองทุนลงทุนตรงในภูมิภาค

ประภาส กล่าวว่า “นักลงทุนกองทุนส่วนบุคคลของเราส่วนใหญ่จะสามารถรับความเสี่ยงสูงได้ โดยมีผลตอบแทนคาดหวัง 10% ต่อปี แต่หากเราทำผลตอบแทนได้เกินนี้ เราจะได้ส่วนแบ่งกำไร”

“นักลงทุนที่เข้าใจ จะอยากให้เราได้ส่วนแบ่งกำไร เพราะเขาได้ด้วย ถือเป็น win-win situation” ฉัตรพี กล่าว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน