posttoday
หากคิดไม่ได้ว่าควรต้องรักกันเหมือนเดิม...ก็ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าไม่ได้

หากคิดไม่ได้ว่าควรต้องรักกันเหมือนเดิม...ก็ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าไม่ได้

22 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

โดย...สุรพล โอภาสเสถียร

บทความข้อเขียนของผมไม่ได้หวานเพราะเป็นผลจากเดือนแห่งความรักนะครับ แต่อยากนำเสนอว่าในช่วงของวังวนข่าวสารที่ออกมาทั้งที่เป็นสัจจะ คือ ความจริง กับสิ่งที่เป็นความคิดความเห็น อันว่าความคิดความเห็นของคนเราก็อาจเจือปนไปด้วยกิเลส อารมณ์ ความคิด ความถือตัวในความคิดของตนเป็นใหญ่ ฉันถูก เธอผิด ฉันฉลาด เธอไม่รู้หรือรู้น้อยกว่า เป็นต้น

ที่แย่ที่สุด คือ วาทกรรมที่สร้างความเกลียดชัง ทุกข์สาหัสของประเทศจะเกิดขึ้นเมื่อ

1.มีการแบ่งฝ่ายอย่างที่เรียกว่า ผีไม่เผาเงา ไม่เหยียบกัน

2.ยึดความคิดว่าถ้าเป็นฝ่ายเรานั้นถูก อีกฝ่ายจะเสนออะไรก็ผิดทั้งนั้น มองอีกฝ่ายว่าไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่คนเหมือนฝ่ายตน

3.ทำลายอีกฝ่ายเท่าที่จะคิดได้ ไม่เห็นอีกฝ่ายเป็นคนมีความคิดจิตใจเหมือนตน

สังคมใดมีการพัฒนาไปในทิศทางนี้แล้ว สังคมนั้นกำลังเสื่อมและเสี่ยงมาก คำถาม คือ ทำไมความรู้สึกของผู้คนจึงเปลี่ยนไป...ผมขอนำเสนอให้ท่านผู้อ่านเอาไปคิดต่อ จะเห็นด้วย เห็นต่าง ก็เอาที่สบายใจนะครับ ความมีดังนี้

เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เคยมีกับเรื่องราวที่รับเข้ามา ย่อมจะเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะเราทุกคนล้วนเติบโตขึ้น และมองในสิ่งที่เคยมองในอดีต ด้วยความคิดที่แตกต่างไปจากความคิดเดิม บางที บางครั้งเราอาจจะยังชอบมันอยู่ อาจจะมากกว่าเดิมหรืออาจจะน้อยลงกว่าเดิม หรืออาจจะไม่ชอบมันเลยก็ได้

คำถามมีอยู่ว่าเราจะทำอย่างไรให้มองในสิ่งที่เคยชอบให้เหมือนเดิม

คำตอบอยู่ที่การมองในสิ่งที่เราชอบให้เหมือนเดิมนั้นทำได้ไม่ยากเลยเพราะว่า ความจริงแล้วเราไม่ต้องไปเปลี่ยนอะไรเลยด้วยซ้ำไป คำตอบก็อยู่ในคำถามอยู่แล้วก็คือว่า “ชอบให้เหมือนเดิม รักกันให้เหมือนเดิม เพราะเราคือคนไทยเหมือนกัน”

จำความรู้สึกครั้งแรกที่เรารักกัน สามัคคีกัน มีในหลวงองค์เดียวกัน มีสังฆราชองค์เดียวกัน ได้หรือไม่ เพราะที่เราในตอนนั้นเพราะวันนั้นเป็นวันนั้น เพราะวันนั้นเราต่างไม่หวังอะไรกับสิ่งที่มีอยู่มากไปกว่าที่ “สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในเวลานั้น” เท่านั้นแหละ

ถ้าเหตุเป็นเช่นนั้นตัวเราๆ ท่านๆ ก็จะชอบกับสิ่งที่เป็นอยู่ได้ “เหมือนเดิม”

คำถามต่อว่า...แล้วถ้ามันเปลี่ยนไปแล้วหล่ะ คำตอบคืออาจเป็นเพราะว่าตัวเราเองก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน เฉกเช่นคำถามว่าใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วง แล้วมันไปไหนหรือ คำตอบก็คือ ใบไม้ร่วงจะหล่นลงดิน จะสลายกลายเป็นปุ๋ยไปเลี้ยงลำต้นมันอีกครั้ง ตอนแรกๆ ที่ต้นไม้ไม่มีใบจะดูน่าเกลียด ไม่สวย และแม้ต้นไม้มันจะดูไม่สวย แต่มันก็จะแข็งแรงขึ้นเพราะปุ๋ยที่มันได้รับจากใบของมันเองที่ร่วงหล่นตอนผลัดใบ...เปรียบเหมือนหัวใจของคนเราที่บอบช้ำ แต่ไม่นานก็จะเริ่มแข็งแกร่งขึ้นมาอีกเพราะบทเรียนของชีวิตที่ได้รับมา

แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้หัวใจบอบช้ำล่ะ สัจธรรมบอกไว้ว่า ถ้าเราไม่เคยบอบช้ำ แล้วเราจะเรียนรู้วิธีที่จะไม่ให้มันบอบช้ำกลับมาได้หรือ...

เราๆ ท่านๆ ได้เรียนรู้ความบอบช้ำที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การเกื้อกูลกันมานานหลายปีแล้วนะครับ จากความขัดแย้งทางความคิด เราจะเป็นชาติที่คนในชาติไม่เรียนรู้วิธีการที่จะไม่ทำให้ชาติมีความบอบช้ำอีกครั้งเลยหรืออย่างไร

สงบปาก สงบใจ สงบกิริยา ลงมาบ้างดีไหมครับ ผู้เขียนขอวิงวอน ท่านที่กำลังคิด พูด ทำในสิ่งที่สังคม ประเทศ ต้องมีความทุกข์ เพราะท่านกำลังทำบาปอยู่นะครับ

เศรษฐกิจกับการเมืองการปกครอง มันผูกติดกัน มันเป็นเหรียญคนละด้าน มันกระทบซึ่งกันและกัน นอกเหนือจากความเสี่ยงจากเศรษฐกิจต่างประเทศแล้ว ความเป็นอยู่ของผู้คนจะเป็นอย่างไร จะอยู่ดีมีสุข จะร่มเย็นเป็นสุข จะบริหารจัดการอย่างไร ผมมีความเชื่อว่า และยังยืนยันอีกครั้งว่า สงบปาก สงบใจ สงบกิริยา ของตนเอง ไม่เรียกร้องให้ใคร ทำอะไร แต่ให้คิดดี ทำดี ประพฤติดี กับตนเองก็พอ...

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค