
Global Asset Allocation
โดย...บล.กสิกรไทย
โดย...บล.กสิกรไทย
ความผันผวนของกระแสเงินในสภาวะที่ตลาดเกิด Global Asset Allocation ยังเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระมัดระวัง หลังจากช่วงต้นสัปดาห์ สินทรัพย์ปลอดภัยถูกขายทำกำไร สวนทางกับการเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง
ดัชนีตลาดหุ้นในภูมิภาคล้วนปรับเพิ่มขึ้น MSCI Asia ex Japan บวกกว่า 4.3% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐ ขึ้นแรง 3 วันติดต่อกัน (12-17 ก.พ.) กว่า 5% แต่พอเข้าสู่ปลายสัปดาห์ สินทรัพย์ปลอดภัยเริ่มมีแรงซื้อกลับมาให้เห็นกันอีกครั้ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว (10 ปี) ของญี่ปุ่น ปรับลดลงมาเหลือ 0.02% โดยเป็นการปรับลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. ที่ระดับ 0.09%
ค่าเงินเยนแข็งค่ามาพอสมควร 0.81% ล่าสุดอยู่ที่ 113.21 เยนต่อเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับฝั่งสหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐ ปรับลงมา 2 วันติด 0.77% จนมาอยู่ที่ 1.738% แต่ US Dollar Index ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก และยังอยู่ที่ 96.85 จุด ด้านราคาทองคำเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ปรับพุ่งขึ้นแรงกว่า 14.90 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ปิดที่ 1,226.30 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
แนวโน้มของดอกเบี้ยต่ำ และการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก ยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางกระแสเงินในระยะกลาง ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยังคงเดินหน้าในการเข้าซื้อพันธบัตรในตลาดอย่างต่อเนื่อง และแสดงความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า บีโอเจ พร้อมที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม (ติดตามการประชุม บีโอเจ ในวันที่ 14 มี.ค. 2559)
สอดคล้องกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่มีแนวโน้มจะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ยให้ติดลบหรือขยายวงเงินการทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) (ติดตามการประชุม อีซีบี 10 มี.ค.) ทั้งหมดทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่น่าที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน
มองจังหวะการฟื้นตัวของสินทรัพย์ปลอดภัย (Risk-free Asset) น่าจะเป็นเพียงแค่ภาพ Correction ในระยะสั้น ส่วนภาพระยะยาว ภายใต้แนวโน้มของดอกเบี้ยขาลงทั่วโลก ผลตอบแทนของพันธบัตรที่เกือบเป็น 0 หรือติดลบ สินทรัพย์เสี่ยง (Risky Asset) จะยังคงเป็นทางออกสำหรับกระแสการทำ Asset Allocation โดย US Dollar ยังคงมีแนวโน้มถูกขายทำกำไรและกระแสเงินจะยังคงไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงไปอย่างน้อยก็จนถึงการประชุมของเฟดในกลางเดือน มี.ค.
ดัชนีหุ้นไทยคาดหวังเงินทุนต่างชาติไหลกลับจากสัญญาณการเข้ามาซื้อสุทธินักลงทุนต่างประเทศ 47 วันติดต่อกันกว่า 4,700 ล้านบาท ถือเป็นปริมาณที่มากที่สุดของปี 2559 และเป็นสัญญาณแรกของการเข้าซื้อที่น่าสนใจ เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านี้จะเน้นขายสุทธิ หากจะมีซื้อก็ซื้อเพียงแค่เล็กน้อย จนทำให้สะสมตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นขายสุทธิกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งในขณะที่นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิในตลาด แต่ NVDR กลับซื้อสวนทางมาโดยตลอดจนทำให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี 2559-ปัจจุบัน สูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาท และนักลงทุนต่างประเทศยังเข้าซื้อใน SET50 Futures มาตั้งแต่ต้นปีกว่า 9 หมื่นสัญญา มองดัชนีมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นต่อเพื่อทดสอบ 1,320 และ 1,340 จุด







