
อย่ากลัวเกินเหตุ
รายงานตัวเลขการส่งออกรายประเทศปี 2558 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
รายงานตัวเลขการส่งออกรายประเทศปี 2558 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยแพร่ออกมา การส่งออกของโลกติดลบที่ 11% ทุกประเทศที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ล้วนมีการส่งออกติดลบทั้งสิ้น รวมทั้งประเทศไทยที่มีการส่งออกปีที่แล้วติดลบไป 5.8%
คาดว่าตัวเลขการส่งออกเดือนแรกของปี 2559 ก็จะดูไม่จืดอีกเช่นกัน แค่ต้นปีสำนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็พากันปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เพราะมองไปในทิศทางเดียวกันว่าปัญหาฟองสบู่เศรษฐกิจจีนจะรุนแรงขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะจำนวนหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และประเทศแกนนำหลักเศรษฐกิจโลกทั้งญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ยังคงถดถอย ต้องฉีดเงินเข้าระบบ และกดดอกเบี้ยให้ต่ำที่สุด เป็นผลถึงขั้นให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คิดผ่อนปรนนโยบายดอกเบี้ย
ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งสัญญาณค่อนข้างชัดต่อเศรษฐกิจไทย ว่า ในปีนี้จะหวังพึ่งการส่งออกผลักดันเศรษฐกิจอย่างที่กระทรวงพาณิชย์คาดหวังจนถึงขั้นตั้งเป้าหมายการส่งออกปีนี้ว่าจะขยายตัว 5% คงจะเป็นไปได้ยาก ซึ่งทีมเศรษฐกิจของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ก็รู้ดี จึงพยายามผลักดันการลงทุนของรัฐให้เกิดขึ้นให้ได้ในปีนี้
แต่การตั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศทดแทนภาคการส่งออก ก็ถูกเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายว่าเป็นอันตราย รัฐบาลไม่ควรจะกระตุ้นอีก เนื่องจากหนี้ครัวเรือนจะเร่งตัวมากขึ้นและเข้าสู่อัตราที่อันตรายเพราะสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขณะนี้อยู่ที่ระดับ 80.3% แล้ว
แม้จะมีคำเตือนว่าไม่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในด้านการบริหารการไม่ทำอะไรเลยจะเป็นการปล่อยให้เศรษฐกิจไหลลงเหวไปอย่างรวดเร็ว ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2558 เป็นตัวอย่างที่ดีว่าขนาดรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจจีดีพียังขยายตัวแค่ 2.8% หากไม่มีการกระตุ้นตัวเลขอาจจะแย่ลงไปกว่านี้
ความกลัวเรื่องหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงนั้น แม้จะเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงแต่โดยธรรมชาติหากเศรษฐกิจไม่ดี หนี้ครัวเรือนก็จะสูงอยู่แล้ว และเป็นอุปสรรคทำให้การบริโภคของประชาชนหดตัว แต่ต้องยอมรับความจริงว่าหนี้ครัวเรือนไทยในอัตรา 80.3% เป็นตัวเลขหนี้ผ่านสถาบันการเงิน แต่หากรวมหนี้นอกระบบแล้วสัดส่วนหนี้เกิน 100% ของจีดีพีไปนานแล้ว
นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนของไทย 30-40% เป็นสินเชื่อเคหะ เป็นการก่อหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ใช่หนี้จากการอุปโภคบริโภคในสัดส่วนที่สูงมากเหมือนบางประเทศ หนี้จำนวนนี้ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่เลวร้าย แต่หนี้จากการอุปโภคบริโภค ธนาคารเจ้าหนี้ก็ดูแลอย่างเข้มงวด ไม่ให้สูงเกินไป เพราะจะสร้างปัญหาหนี้เสียเป็นภาระต่อธนาคารได้
ฉะนั้นในเชิงนโยบายหนี้ครัวเรือนไทยแม้จะน่าเป็นห่วง แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายจนรัฐบาลไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และการที่จะไม่ให้รัฐบาลฉีดเงินให้กลุ่มฐานรากยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะเศรษฐกิจโลกซบเซา ดันราคาสินค้าเกษตรให้ลดลง เกษตรกรไทยเจอปัญหาราคาสินค้าตกต่ำและภัยแล้งซ้ำเติมถ้าไม่ช่วยเหลือเศรษฐกิจจะยิ่งแย่กว่าที่เป็นอยู่ แถมจะมีปัญหาสังคมตามมาอีกด้วย







