
โลกหันพึ่งท่องเที่ยว ใช้ภาคบริการฟื้นศก./จีนยกทัพดึงไทย
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวนับเป็นภาคบริการที่หลายประเทศในปัจจุบันให้ความสำคัญในการส่งเสริมเพื่อดึงรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวนับเป็นภาคบริการที่หลายประเทศในปัจจุบันให้ความสำคัญในการส่งเสริมเพื่อดึงรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น จะเห็นว่าประเทศแถบยุโรปที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวมานานแล้วได้เร่งทำกิจกรรมมากขึ้น ขณะที่เอเชียหลายประเทศก็เริ่มหันมาส่งเสริมเพิ่มเช่นกัน
จากข้อมูลขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นดับเบิ้ลยูทีโอ ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกช่วงชะลอตัว ขณะนี้การท่องเที่ยวสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจในระดับเดียวกับยอดส่งออก น้ำมัน อาหาร หรือยานยนต์ โดยการเติบโตด้านท่องเที่ยวจะเริ่มกระจายตัวไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ๆ มากขึ้น
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เวลานี้ประเทศต่างๆ หันมาส่งเสริมการท่องเที่ยว ผูกโยงหลายๆ เรื่องเข้าสู่การท่องเที่ยวทั้งสิ้น เช่น ด้านการประชุม สัมมนา ก็พ่วงด้วยเรื่องการท่องเที่ยว การใช้บริการสุขภาพก็พ่วงกับการท่องเที่ยว ส่วนรูปแบบการท่องเที่ยวก็แตกแขนงแยกย่อยขึ้น เช่น ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ช็อปปิ้ง
สาเหตุสำคัญที่เน้นการท่องเที่ยว เพราะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจได้โดยที่สูญเสียทรัพยากรไม่มาก เพราะเป็นการบริโภคด้วยสายตาและความรู้สึก เป็นภาคที่การจ้างงานสูง ขณะที่คนไทยเป็นกลุ่มที่ออกไปเที่ยวต่างประเทศแล้วใช้จ่ายสูง โดยคนไทยมีพื้นฐานชอบการท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่นานาชาติต้องการเข้ามาทำตลาดเพื่อดึงคนไทยไป โดยเฉพาะประเทศในเอเชียด้วยกัน เนื่องจากคนไทยชื่นชอบเดินทางเที่ยวประเทศใกล้ๆ
ทั้งนี้ เครื่องสะท้อนอย่างหนึ่งที่ตอบได้ชัดเจนว่าประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญดึงคนไทยไปเที่ยวก็คือ ในงานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยว เช่น งานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก ซึ่งจัดโดยสมาคมไทยบริการท่องเที่ยวและพันธมิตรเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง คือในช่วงประมาณ ก.พ. รองรับคนท่องเที่ยวฤดูร้อน และ ส.ค. รองรับคนที่จะเที่ยวปลายปี แต่ละปีจะมีองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาเสนอแหล่งท่องเที่ยวในประเทศตัวเองกับคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ให้น้ำหนักกับการออกงานนี้ชัดเจนเพิ่มบูธทุกปี แต่ละปีจะมีเมืองใหม่ๆมาทำความรู้จักตลาดคนไทยเพิ่มเสมอ
ขณะที่ล่าสุดงานครั้งที่ 18 จัดขึ้นวันที่ 17-21 ก.พ.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ยังคงมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวจากเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นมาออกบูธให้ข้อมูลคนไทยที่ต้องการไปเที่ยวญี่ปุ่นมากที่สุดเมื่อเทียบกับองค์กรการท่องเที่ยวประเทศอื่นเช่นเดิม แต่ที่น่าจับตาคือ หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของจีน ที่ครั้งนี้มาออกบูธนำเสนอข้อมูลการท่องเที่ยวจีนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเน้นส่งเสริมการ
ท่องเที่ยวภายใต้แนวคิดปี 2016 ปีแห่งการท่องเที่ยวเส้นทางสายไหม จูงใจคนไทยไปค้นพบความงามของเมืองจีนตามเส้นทางสายไหม
รูปแบบการออกงานขององค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวจีนครั้งนี้ หลักๆ จะเน้นนำข้อมูลการท่องเที่ยวเมืองต่างๆ ที่น่าสนใจในจีนมาแจกให้กับคนไทยที่สนใจ มีทั้งข้อมูลภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาไทยมีบ้าง แต่ยังมีเพียงไม่กี่เมืองเท่านั้นที่ข้อมูลเป็นภาษาไทย ไม่เพียงเท่านี้สายการบินสัญชาติจีนก็มานำเสนอโปรโมชั่นกับคนไทยมากขึ้นเช่นกัน เช่น สายการบินไชน่า แอร์ไลน์ สายการบินสปริง แอร์ไลน์ และสายการบินเซี่ยเหมิน เป็นต้น
ศุภฤกษ์ ศูรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ และนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว กล่าวว่า หน่วยงานท่องเที่ยวจีนพยายามเข้ามาส่งเสริมการขายกับคนไทยมากขึ้น เพราะตลาดคนไทยไปเที่ยวจีนทรงตัวมาหลายปีแล้ว โดยปีนี้รัฐบาลจีนจะมาตั้งสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ จากเดิมให้สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในสิงคโปร์รับผิดชอบดูแลตลาดคนไทยด้วย ถือเป็นเครื่องยืนยันการทำตลาดเชิงรุก
นอกเหนือจากจีน องค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศอื่นที่เข้ามาทำตลาดคนไทยจริงจังสม่ำเสมอ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนยุโรปจะเข้ามาทำตลาดคนไทยเป็นบางครั้งที่มีกิจกรรมเกี่ยวข้องในไทยจัดขึ้น แต่ไม่ได้ให้น้ำหนัก อาจเป็นเพราะว่าตลาดคนจีนมีขนาดใหญ่กว่าจึงไปให้น้ำหนักที่ตลาดจีนมากกว่า
ด้านกลยุทธ์ที่จะทำตลาดดึงคนไปเที่ยวแล้วประสบความสำเร็จที่สุด คงหนีไม่พ้นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศ ยกเว้นการตรวจลงตรา (วีซ่า) ดูตัวอย่างได้จากญี่ปุ่นชัดเจนที่สุด จากตัวเลขที่จัดเก็บโดย บริษัท เจแปน ทัวริซึ่ม มาร์เก็ตติ้ง ก่อนที่จะยกเลิกวีซ่ากับตลาดคนไทย มีคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นปี 2555 อยู่ที่ 2.6 แสนคน หลังวันที่ 1 ก.ค. 2556 เมื่อประกาศยกเว้นวีซ่าเข้าญี่ปุ่นให้คนไทย ส่งผลให้ทั้งปี 2556 คนไทยเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มเป็น 4.53 แสนคน ปี 2557 พุ่งทะยานต่อเป็น 6.57 แสนคน และปี 2558 มีคนไทยเที่ยวญี่ปุ่น 7.96 แสนคน
“การยกเว้นวีซ่าเป็นกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ได้ผลที่สุด โดยที่รัฐไม่ต้องทุ่มงบประมาณการโฆษณาเป็นพันล้านบาท แค่ยกอุปสรรคการท่องเที่ยวออกไปก็ทำให้นักท่องเที่ยวอยากมา เพราะเดินทางได้สะดวกขึ้น ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยก็ควรนำตัวอย่างที่เห็นชัดของประเทศอื่นๆ ที่ยกเลิกวีซ่าแล้วไปพิจารณาดู” ศุภฤกษ์ กล่าว
ตัวอย่างอีกประเทศที่มาเปิดตลาดคนไทยปีนี้คือ ศรีลังกา โดย เชนูก้า เซเนวิรัตเนอร์ เอกอัครราชทูตศรีลังกา ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ได้จัดการส่งเสริมการท่องเที่ยวศรีลังกา-ไทย 2016 ในงานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก ครั้งที่ 18 เพราะปัจจุบันการท่องเที่ยวศรีลังกายังไม่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทยนักจำนวนคนไทยไปเที่ยวต่ำกว่า 1 หมื่นคน/ปี เพราะขาดการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวศรีลังกาในไทย ดังนั้นจึงเข้ามาจัดส่งเสริมครั้งแรก โดยมีสายการบินศรีลังกาสนับสนุน
เกรแฮม คีลาแฮน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สายการบินสปริง แอร์ไลน์ กล่าวว่า สปริง แอร์ไลน์ เป็นสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) ในจีน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเซี่ยงไฮ้ ได้เปิดเส้นทางบินมาในไทย 4 ปีแล้ว เส้นทางแรกคือ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)-เซี่ยงไฮ้ และเพิ่งขยายเส้นทางบินอย่างรวดเร็วเมื่อปี 2558 ปัจจุบันมีเส้นทางบินจาก 15 จุดหมายในจีน คือ เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู นานชาง ฉือเจียจวง ฝูโจว เทียนจิน หลานโจว หยินชวน กว่างโจว ลั่วหยาง เสิ่นหยาง เป่ยไห่ ฮาร์บิน หยางโจว ฉางชุน มายัง 5 ท่าอากาศยานสำคัญในไทย คือ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ และสุราษฎร์ธานี
เส้นทางบินที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)-กว่างโจว และกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)-เป่ยไห่-ฮาร์บิน และในปีนี้ก็คงจะมีเส้นทางบินใหม่เปิดเพิ่มอีก ส่วนช่วงที่ผ่านมาผู้โดยสารเส้นทางระหว่างไทย-จีน ที่ใช้บริการสปริง แอร์ไลน์ 95% เป็นคนจีน ส่วนคนไทยมีเพียง 5% เท่านั้น จึงต้องการมาสร้างแบรนด์สปริง แอร์ไลน์ ให้คนไทยรู้จักและใช้บริการเพื่อไปเที่ยวจีนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาคนไทยยังใช้บริการน้อย เนื่องจากยังไม่รู้จักสปริง แอร์ไลน์
สำหรับแผนการตลาดที่วางไว้จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าในกรุงเทพฯ ก่อน โดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยในกรุงเทพฯ แล้วต้องการไปหาครอบครัวหรือไปทำธุรกิจในจีน ช่องทางทำตลาดที่มองไว้มีหลากหลาย ทั้งโฆษณาวิทยุ ใช้ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ (บิลบอร์ด) โฆษณาบนจอแอลซีดีที่ฉายในแอร์พอร์ตลิงค์ นอกจากนี้ จะจัดกิจกรรมและโปรโมชั่นต่อเนื่อง ตั้งเป้าหมายออกงานท่องเที่ยว 4 งาน เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งงานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลกเป็นงานแรกในปีนี้
กัลยาณี อัสนี กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิซ เซอร์วิส กรุ๊ป กล่าวว่า ได้ร่วมออกบูธงานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก 2 บูธ ภายใต้บริษัท บิซ เซอร์วิส กรุ๊ป และโก สไมล์ ฮอลิเดย์ คาดว่าสินค้าบริษัทที่ขายดีที่สุดในงานนี้ ได้แก่ ทัวร์ฮ่องกง และตั๋วเข้าดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง ส่วนทัวร์ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป คงขายดีเช่นกัน เพราะในงานมีโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ให้รูดบัตรเครดิตและเลือกผ่อนชำระดอกเบี้ย 0% สำหรับบัตรที่ร่วมรายการ ด้านเส้นทางทัวร์จีนหลักๆ ที่ขายดี ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ไต้หวัน และจางเจียเจี้ย ซึ่งการท่องเที่ยวของจีนก็เข้ามาทำตลาดมากขึ้นในงานนี้ เพราะต้องการดึงคนไทยกลับไปเที่ยวจีนมากขึ้น
เมื่อคนไทยใช้จ่ายท่องเที่ยวกันอู้ฟู่ ก็ไม่แปลกที่ประเทศในเอเชียจะแห่มาจีบคนไทยไปเที่ยว ในยุคที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านอื่นขับเคลื่อนไม่ดีนัก







