
เอชเอสบีซีย้ำ รัฐอย่ากระตุ้นก่อหนี้
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
ธนาคารเอชเอสบีซี ออกบทวิเคราะห์เรื่อง หนี้ครัวเรือนยังส่งผลกระทบต่อไทย โดยประเมินว่า หนี้ครัวเรือนของไทยจะขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ 83.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาส 4 ของปีนี้ ส่งผลให้การบริโภคเอกชนยังคงอ่อนแอ และเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้มากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว นอกจากนี้นโยบายการคลังไม่ควรมุ่งเน้นในการส่งเสริมการบริโภค เพราะจะมีความเสี่ยงอย่างรุนแรงต่อปัญหาหนี้ โดยควรใช้เฉพาะกลุ่มที่จำเป็นเท่านั้น
ทั้งนี้ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ 83.5% มาจากการที่เอชเอสบีซีคาดว่า หนี้ครัวเรือนของไทยจะขยายตัว 6% และ 6.2% ในปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ตามการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจจะทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยขยายตัวมากกว่าที่คาดไว้เป็นเฉลี่ยปีละ 6.5% ระดับหนี้ครัวเรือนก็จะทะยานขึ้นไปถึง 84% ของจีดีพีในไตรมาส 4 ปี 2560 ได้
อย่างไรก็ตาม ระดับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินของไทยในระยะปานกลาง เพราะครัวเรือนผู้กู้ยังมีความสามารถในการชำระหนี้ แต่สถาบันการเงินของไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่จะสูงขึ้น ขณะเดียวกันควรมีการพัฒนาสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ ข้อมูลเครดิตทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงด้านสินเชื่อได้
เอชเอสบีซี ระบุว่า ครัวเรือนในชนบทที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ยังคงอ่อนแอ ราคาสินค้าเกษตรและผลผลิตทางการเกษตรที่ยังไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัว และที่ผ่านมารัฐบาลใช้นโยบายการอัดฉีดเงินไปยังภาคเกษตร เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ทั้งที่ควรใช้มาตรการการลดต้นทุนการผลิตและการเพิ่มราคาสินค้าเกษตร
ก่อนหน้านี้ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า มาตรการของรัฐบาลที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นไม่ควรสร้างปัญหาต่อเสถียรภาพการเงินในระยะยาว เพราะมีบทเรียนช่วง 5 ปีที่ผ่านมาว่า ได้ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเร็วจนสูงกว่า 81.1% ของจีดีพีในขณะนี้ และยังไม่มีแนวโน้มลดลง ขณะที่ ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด ก็เห็นว่า การกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศโดยการสนับสนุนให้สร้างหนี้นั้นเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะรายได้ขั้นต่ำและรายได้ภาคเกษตรหดตัวแต่หนี้ครัวเรือนกลับสูงขึ้นเรื่อยๆ
ด้านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินเศรษฐกิจปี 2559 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.8-3.8% ภายใต้สมมติฐานการใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 2.7% เร่งขึ้นอย่างช้าๆ จากการขยายตัว 2.1% ในปี 2558 และปรับเพิ่มขึ้นจากการขยายตัว 2.6% ในประมาณการครั้งที่ผ่านมา โดยปัจจัยที่จะสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้ขยายตัวในปีนี้ นอกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง การปรับตัวดีขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ยังมีการดำเนินนโยบายของภาครัฐในการช่วยหลือผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
อย่างไรก็ตาม สศช.เห็นว่าการขยายตัวของรายจ่ายภาคครัวเรือนยังมีข้อจำกัด จากแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างล่าช้าของราคาสินค้าเกษตร และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสถานการณ์ภัยแล้งที่มีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น







