
หุ้นผลตอบแทนสูง
โดย...บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส บล.ธนชาต
โดย...บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส บล.ธนชาต
บริษัทที่มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) สูงสม่ำเสมอ ซึ่งอาร์โออีเป็นอัตราส่วนที่แสดงถึงความสามารถในการทำกำไรที่ตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ค่อนข้างดีและเป็นมาตรวัดที่ดีตัวหนึ่ง แต่โดยปกติหุ้นที่อาร์โออีสูงอย่างสม่ำเสมอจะซื้อขายที่ระดับสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ค่อนข้างสูงมาก อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลงเช่นในปัจจุบัน หุ้นที่มีอาร์โออีสูงดังกล่าวมีจังหวะที่ปรับตัวลงตามตลาดด้วย
พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ประเมินว่าการอ่อนตัวลงของราคาหุ้นเป็นโอกาส โดยได้สแกนหุ้นที่มีอาร์โออีออกมา เพื่อหาหุ้นที่น่าสนใจลงทุนในยามตลาดหุ้นผันผวน โดยใช้ตัวคัดกรองดังนี้ คือ
1.อาร์โออีมากกว่า 18%
2.มีการจ่ายเงินปันผล
3.มีการเติบโตโดยคิดจากกำไรสุทธิต่อหุ้น (อีพีเอส) ปี 2559-2560 โดยได้แสดงข้อมูลพื้นฐานอื่นที่จะเป็นตัวเลือกในการประกอบการตัดสินใจ อย่างสัดส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (พี/บีวี) พี/อี ที่แสดงความถูกความแพงและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่เป็นตัวบ่งชี้ว่า อาร์โออีที่ออกมาสูงมีความเสี่ยงด้านฐานะการเงินมากเกินไปหรือไม่ รวมถึงระดับอัตราการเติบโตของ พี/อี และราคาเป้าหมายที่ตลาดประเมินไว้
ผลจากการสแกนหุ้นที่ได้ สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มได้ คือ
1.บริษัทที่มีโครงสร้างการเงินดีและความสามารถในการทำกำไรดี คือ อาร์โออีสูง แต่การเติบโตช่วงนี้ยังไม่โดดเด่น พบว่าหุ้นที่เข้าข่ายมีอาร์โออีสูงมีเงินปันผล และซื้อขายที่ พี/อี ในระดับต่ำ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บริษัท ศุภาลัย (SPALI) บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท (PS) และบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) ซึ่งการซื้อขายที่ระดับ พี/อี แบนต่ำ ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการคาดการณ์ของตลาดว่าการเติบโตในช่วง 1-2 ปีนี้ยังไม่โดดเด่น แต่หากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวภาคอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง ทำให้การลงทุนช่วงนี้เป็นการลงทุนในระยะกลางถึงยาว รอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็จะได้หุ้นที่ราคาไม่สูง
2.หุ้นมีอาร์โออีสูงและมีการเติบโตที่ดีและมีหนี้สินไม่มาก ได้แก่ บริษัท คาราบาว กรุ๊ป (CBG) บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) บริษัท เดลต้าอีเลคโทรนิคส์ (DELTA) และบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC) เป็นหุ้นที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับการปรับประมาณการของตลาด หากมีการปรับประมาณการกำไรลดลง จะส่งผลกลายเป็นหุ้นที่มีความสามารถในการทำกำไรดี แต่ราคารับรู้ไปในระดับหนึ่งแล้วเป็นความเสี่ยง โดยนักลงทุนสามารถเลือกพิจารณาประกอบได้ ทั้งจากอัตราเติบโต พี/อี และสัดส่วนหนี้สินต่อทุน ซึ่งโดยปกติหุ้นที่มีการเติบโตสูงจะไม่ได้ซื้อได้ในราคาที่ถูกเป็นปกติอยู่แล้ว
หลังจากที่ธนาคารกลางโลกในฝั่งประเทศพัฒนาแล้วส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องทั้งอังกฤษและยุโรป ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง (หลังจากที่ได้อ่อนค่ามากว่า 2 สัปดาห์ นับจากปลายเดือน ม.ค.)
ล่าสุด พบว่าดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 1.5% ในรอบ 5 วันทำการที่ผ่านมา (จาก 95.56 สู่ 96.97) ซึ่งสวนทางกับเงินปอนด์และเงินยูโรที่มีทิศทางอ่อนค่าลงราว 1.4% และ 1.6% ตามลำดับ ยกเว้นเงินหยวนที่มีการแข็งค่าขึ้นมาราว 0.8% หลังเปิดทำการจากช่วงหยุดตรุษจีน ขณะที่ค่าเงินในกลุ่มประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (TIP) และประเทศใกล้เคียง เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐก็มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเช่นกัน โดยริงกิตมาเลเซียอ่อนค่ามากสุดราว 1.6% ตามด้วยเงินบาทอ่อนค่า 1.25% (จาก 35.23 สู่ 35.67 บาท/เหรียญสหรัฐ) ค่าเงินเปโซฟิลิปปินส์ และรูเปียห์อินโดนีเซียทรงตัว
สำหรับตลาดหุ้นโลกแม้จะฟื้นตัวขึ้นตามกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าดังกล่าว แต่พบว่าหลายๆ ตลาดเริ่มมาติดแนวต้านสำคัญ อาทิ ดาวโจนส์ปัจจุบันอยู่ที่ 16,196.41 จุด มีแนวต้านที่ 16,500 จุด, S&P500 ปัจจุบันอยู่ที่ 1,895.58 จุด มีแนวต้านที่ 1,950 จุด, แนสแด็กปัจจุบันอยู่ที่ 9,135.11 จุด มีแนวต้านที่ 9,500 จุด ขณะที่ตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP นั้นน่าจะมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้มากกว่า
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียทะลุผ่านแนวต้านได้แล้ว ขณะที่ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์คล้ายกับตลาดหุ้นไทย คือ กำลังขึ้นทดสอบ 7,000 จุด (จากปัจจุบันที่ 6,743 จุด) หากพิจารณาร่วมกับปัจจัยด้านค่าเงินที่ผันผวนน้อยกว่า จึงน่าจะหนุนให้ยังมีกระแสเงินไหลเข้ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
หุ้นไทยปิดตลาด 1,288.47 จุด ลดลง 0.89 จุด หรือ 0.07% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 44,948.91 ล้านบาท
อดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้รับแรงเก็งกำไรเข้ามา ภายหลังจากที่ผิดหวังเรื่อง 4 ชาติผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย รัสเซียกาตาร์ และเวเนซุเอลา เห็นพ้องให้คงกำลังการผลิต ทำให้หุ้นในกลุ่มพลังงานปรับตัวลงมา แต่ที่สุดหุ้นพลังงานก็สามารถดีดกลับขึ้นมาได้ เพราะระดับราคาน้ำมัน 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล นั้นมองว่ามีความเสี่ยงที่จะลดลงอยู่แถวนี้ และปัจจุบันมูลค่าก็ถือว่าต่ำกว่ามูลค่าบัญชีและยังให้อัตราผลตอบแทนสูงถึง 5% ดังนั้นการปรับตัวลงของราคาหุ้นคงจะเป็นไปได้ยาก ซึ่งหากมีข่าวดีราคาหุ้นก็พร้อมที่จะปรับตัวขึ้นได้
สำหรับหุ้นที่นำตลาดปรับตัวลงเป็นหุ้นขนาดกลาง หุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และหุ้นในกลุ่มธนาคารด้านตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียวันนี้ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนบวก-ลบไม่มาก พร้อมให้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ ทั้งตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และตัวเลขการจ้างงาน ในช่วงปลายเดือนนี้ถึงต้นเดือนหน้า ซึ่งก็เชื่อว่าสหรัฐยังไม่รีบขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็ว นอกจากนี้ให้รอดูการประชุมธนาคารกลางในยุโรป (อีซีบี) ในวันที่ 10 มี.ค.นี้ ว่าจะมีการอัดฉีดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) มากขึ้นหรือไม่
แนวโน้มการลงทุนในวันที่ 18 ก.พ. อดิศักดิ์ กล่าวว่า ตลาดคงจะยังพักฐานอยู่ในกรอบ 1,275-1,290 จุด ถ้าทะลุแนว 1,290 จุด ไปได้ก็มีโอกาสที่จะไปต่อได้







