
การตลาดร้ายกาจกว่าที่คิด (ตอน 1)
ในวันนี้การตลาดนั้นซับซ้อนเกินจะบรรยาย มีกลเม็ดเด็ดพรายที่ล้ำลึก จนบางคนถึงกับเอ่ยว่า “คิดได้ยังงัย”
โดย...ฉัตรพงศ์ ตันติมณีวัฒน์
ในวันนี้การตลาดนั้นซับซ้อนเกินจะบรรยาย มีกลเม็ดเด็ดพรายที่ล้ำลึก จนบางคนถึงกับเอ่ยว่า “คิดได้ยังงัย” ถ้าทำการตลาดแล้วไม่ไปเบียดเบียนใครก็น่าสรรเสริญ แต่ส่วนใหญ่ทำไปเพื่อต้องการยอดขายปริมาณสูงๆ บ้างก็ถูกบีบบังคับให้ “ทำเป้า” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนเกิดจากสาเหตุเดียวกันคือ “ความโลภไม่รู้จักพอ” จนลืมนึกไปว่าอาจจะไปกระทบกับคนหรือกลุ่มคนอีกคนหนึ่งได้
การตลาดเหล่านี้จัดเป็น “Unfair Marketing” เป็นการตลาดที่ขาดจิตสำนึก (Marketing Without Ethics) ซึ่งตรงกับสภาวะของตลาดที่เป็นเหมือนมหาสมุทรสีดำ “Black Ocean” หลอกลวงผู้บริโภคให้ตกอยู่ในกระแสความมัวหมอง หลอกล่อ เบียดเบียน โหมกระพือ ปล่อยข่าวลือ สร้างกิเลส ล้วนเป็นอุบายที่นักการตลาดผู้ไม่สร้างสรรค์แอบแฝงกลยุทธ์ที่แยบยล อาศัยกิเลสความไม่รู้จักพอของมนุษย์เป็นบันไดไต่เต้าไปยังเป้าหมายของพวกพ้องและตนเองเท่านั้น
การตลาดชนิดแรกเรียกกันว่า การตลาดล่อเหยื่อ (Baiting) เช่น รองเท้าบางยี่ห้อถูกโฆษณาว่า “ลดราคาต้อนรับเปิดเทอมคู่ละ 109 บาท เราไม่ขายแต่จำหน่ายเพียงแค่คู่ละ 49 บาทเท่านั้น ช้าหมด” เมื่อลูกค้าเห็นก็แห่กันไปซื้อปรากฏว่าทางห้างขึ้นป้ายว่า “หมด” แต่มีที่ใกล้เคียงในราคา 89 บาท เห็นลูกค้าเป็นปลาเอาเหยื่อเข้าล่อให้ติดกับ ลูกค้าบางคนเห็นว่ามาแล้วจึงซื้อในราคาแพง อีกรูปแบบคือ งานขายซึ่งมักจะเกิดขึ้นระหว่างเจ้านายกับลูกน้องที่มุ่งทำเป้าเพื่อองค์กรโดยอาศัยความเป็นนาย เบียดเบียนเพื่อนร่วมงาน เช่น ให้พนักงานเคาน์เตอร์ธนาคารออกไปขายประกัน โดยอ้างว่า “เพื่อเป้าหมายที่กำหนดไว้” ไม่สนใจว่าพนักงานก็มีงานประจำเสียจนล้นมือ ถือเป็นการตลาดที่ไม่เป็นธรรม
ส่วนในโลกไอทีปัจจุบันเกิดโมเดลธุรกิจการตลาดแบบใหม่ อาศัยความรู้ในงานดิจิทัลเขียนโปรแกรมเกมที่ทำให้เด็กๆ เยาวชน ติดกันงอมแงมแล้วผูกพันด้วยตรรกะของเกม เกิดความมันส์ ตลอดจนมีการพนันมาหลอกล่อ กรณีนี้ผู้ผลิตมักโยนความผิดให้ผู้ปกครองกวดขันเด็กๆ หรือเขียนคำเตือนไว้ข้างกล่อง “เหมาะกับเด็กอายุ 20 ปีขึ้นไป” ซึ่งภาครัฐควรเข้ามาดูแลอย่างยิ่ง
ข่าวเมื่อเร็วๆ นี้เกี่ยวกับรองเท้า อาดิดาส รุ่น NOMAD ซึ่งปั่นกระแสด้วยราคาจาก 1.5 หมื่นบาท เหลือเพียง 6,900 บาท ทำให้เกิดการแย่งชิงเป็นจลาจลย่อยๆ จนต้องปิดร้านหนีกันเลยทีเดียว ผมเห็นว่าไม่ควรพัฒนาตลาดด้วยวิธีนี้ เพราะส่งเสริมความอยากมีอยากได้ไม่รู้จบ
(อ่านต่อฉบับหน้า)







