posttoday
การจัดทำดัชนีความสุขระดับจ. (ตอน1)

การจัดทำดัชนีความสุขระดับจ. (ตอน1)

29 กรกฎาคม 2553

....นายนคร สังขรัตน์

ปัจจุบันโลกกำลังหันหลังกลับเกือบ 360 องศา มาตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นพื้นฐานอีกครั้งว่า “ความสุข” คืออะไรกันแน่ แทบไม่น่าเชื่อเลย “ความสุข” ได้ทำให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ หรือนักสาธารณสุขศาสตร์ทั้งหลาย ต่างพยายามค้นหาคำนิยามในการวัดและตีค่ามันออกมาให้ใกล้เคียงที่สุด เพื่อที่อย่างน้อยจะสามารถสร้างกลไกที่ทรงประสิทธิภาพในการส่งผ่านนโยบายภาครัฐเพื่อสร้าง “ความอยู่ดีมีสุข” ให้เกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

การพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงปัจจุบันโดยไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนของสิ่งแวดล้อม ต้นทุนทางสังคม หรือต้นทุนทางวัฒนธรรม ถูกมองว่าไม่ใช่แนวทางที่จะสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงมีนักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมศาสตร์เป็นจำนวนมาก เริ่มตั้งคำถามกับวิธีการวัดความเป็นอยู่ของคนในสังคมว่า การใช้เพียงมิติทางด้านเศรษฐกิจ อาทิ การใช้จีดีพีในการวัดคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

กลุ่มนักนวัตกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมจำนวนมาก จึงได้เริ่มหันมาประดิษฐ์คิดค้นเครื่องชี้วัดความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในสังคมที่มีมิติที่หลากหลายมากกว่าการใช้เพียงแค่ตัวเลขพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนในสังคมเท่านั้น อาทิ แนวคิดในการจัดทำดัชนีความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness, GNH) ที่พยายามมองไปในสิ่งที่กว้างกว่าการพิจารณาเฉพาะตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Gross Domestic Product, GDP) เพียงอย่างเดียว โดยการวัด GNH นั้นอยู่บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า การพัฒนาที่จะสร้างความสุขให้กับคนในระบบเศรษฐกิจได้จะต้องมีความสมดุลใน 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมบนพื้นฐานของความยั่งยืนและโดยเสมอภาค การคำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ การรักษาและส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรม รวมไปถึงการส่งเสริมการปกครองที่ดี หรือ “ธรรมาภิบาล” (Good Governance)

ต่อมาเริ่มมีนักเศรษฐศาสตร์อีกหลายกลุ่มเริ่มสร้างตัวชี้วัดความเป็นอยู่ของประชาชนทางเลือกขึ้น อาทิ ศ.ดร.โจเซฟ สติกลิทซ์ ร่วมกับ ศ.ดร.อมาตยา เซน สองนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และ ดร.ซอง ปอล ฟิตตูซิ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำชาวฝรั่งเศส ได้ริเริ่มแนวคิดในการวัดผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางสังคม (Economic Performance and Social Progress) หรือความพยายามของ OECD ในการวัดความก้าวหน้าทางสังคม (Progress of Society Measuring) การจัดทำดัชนีวัดความก้าวหน้าที่ (Genuine Progress IndexGPI) ของสถาบันจีพีไอ แอตแลนติก ประเทศแคนาดา หรือล่าสุด คือการจัดทำดัชนีโลกมีสุข (Happy Planet IndexHPI) กลุ่มมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่

เครื่องชี้วัดความอยู่ดีมีสุขของประชากรทางเลือกเหล่านี้นอกจากจะส่งผลในแง่ของการสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นทางด้านวิชาการแล้ว ยังส่งผลโดยอ้อมให้ภาครัฐและภาคเอกชนของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว เริ่มหันกลับมาทบทวนแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างขนานใหญ่

แต่ก่อนจะตั้งคำถามไปไกลถึงตัวชี้วัด “ความสุข” หรือ “ความอยู่ดีมีสุข” ว่าเครื่องชี้ตัวใดน่าจะดีที่สุดหรือเหมาะที่สุดสำหรับประเทศไทย ก่อนอื่นเราควรมาทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า “ความอยู่ดีมีสุข (Wellbeing)” กันก่อนว่าแท้จริงแล้วคำคำนี้ซ่อนนัยอย่างไรไว้บ้าง องค์ประกอบของความอยู่ดีมีสุขประกอบกันจากสองมุมมอง นั่นคือ ความอยู่ดีมีสุขในเชิงอัตวิสัย (Subjective Wellbeing) หมายถึง การตีค่าความสุขของบุคคลแบบองค์รวมจากความรู้สึกภายใน โดยในแต่ละบุคคลจะมีระดับความสุขที่แตกต่างกันออกไป ตามวิถีชีวิตและประสบการณ์ของตนเอง ในขณะที่อีกแง่เป็นความอยู่ดีมีสุขในเชิงภาวะวิสัย (Objective Wellbeing) หมายถึงความสุขที่เกิดขึ้นจากการร่วมกันขององค์ประกอบหลายอย่างที่คนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าสามารถสร้างความสุขและสามารถทำให้ชีวิตของบุคคลส่วนใหญ่ดีขึ้นได้จริง

หากพิจารณาวงล้อมของความอยู่ดีมีสุขเป็นระดับชั้นแล้วจะพบว่า ผู้คนในสังคมจะต้องการวงล้อมแห่งความสุขหรือความอยู่ดีมีสุขด้วยกัน 6 ระดับ ได้แก่ ความอยู่ดีมีสุขขั้นพื้นฐานของบุคคล (Personal Wellbeing หรือ Human Wellbeing) หรือการได้รับการตอบสนองจากปัจจัย 4 ของปัจเจกบุคคล โดยวงล้อมถัดมาจะเป็นความต้องการครอบครัวที่อบอุ่น (Family Wellbeing) การต้องการความรักจากคู่ครอง ต้องการครอบครัวที่ดี มีลูกเป็นที่รัก มีญาติพี่น้องคอยดูแลเอาใจใส่ หลังจากนั้นจะขยับมาสู่วงล้อมถัดมา นั่นคือ ความต้องการออกมาพบปะกับชุมชนหรือสังคมภายนอกที่น่าอยู่ (Social Wellbeing) การต้องการมีส่วนร่วมกับสังคม ต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม ต้องการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ต้องการเครือข่ายทางสังคมที่จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองและครอบครัว และเมื่อสังคมรวมตัวกันเข้มแข็งก็ย่อมต้องการระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างมีคุณภาพเกื้อกูล (Economic Wellbeing) นั่นคือมีระบบเศรษฐกิจ การค้า การผลิต การลงทุน และการออม ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และแน่นอนว่าการจะผลิตสินค้าและบริการใดๆ ก็ตาม ย่อมต้องอาศัยปัจจัยการผลิตทั้งจากทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรทางธรรมชาติ

ดังนั้น เราจึงต้องการสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศที่สมดุล (Ecosystem Wellbeing) อย่างไรก็ตามประเทศใดๆ ย่อมต้องมีระบบการปกครองรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และแน่นอนว่าประชาชนในประเทศย่อมต้องการระบบการปกครองที่ดีงามมีธรรมาภิบาล (Governance) เพื่อสร้างความสงบสุขและความเป็นธรรมในสังคม

สัปดาห์หน้าจะนำเสนอต่อเกี่ยวกับกรณีศึกษาของประเทศต่างๆ ในการนำตัวชี้วัดความอยู่ดีมีสุขไปประยุกต์ใช้

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน