posttoday
ถอดรหัสกองทุนหมู่บ้าน ต่อยอดลงทุน ‘ประชารัฐ’

ถอดรหัสกองทุนหมู่บ้าน ต่อยอดลงทุน ‘ประชารัฐ’

15 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

จากจุดเริ่มต้นเมื่อเดือน ก.ค. 2544 วันนี้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่หลายต่อหลายรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และล่าสุดรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้กองทุนหมู่บ้านเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย “ประชารัฐ”

นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ว่า รัฐบาลจัดสรรเงินให้เปล่า 3.5 หมื่นล้านบาท ให้กองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 แสนบาท โดยจะสั่งจ่ายในบัญชีประชารัฐเพื่อให้กองทุนนำเงินที่ได้รับจัดสรรไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาอาชีพ

“ตอนนี้กองทุนหมู่บ้านจะมีเงิน 2 มือ คือ มือขวามีเงิน 2 ล้านบาท ที่เอาไปให้สมาชิกกู้ยืมแล้วคิดดอกเบี้ย แต่มือซ้ายเป็นเงินอีกก้อนที่รัฐบาลจัดสรรให้หมู่บ้านละ 5 แสนบาท ให้เอาไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาอาชีพสร้างรายได้ โดยต้องเป็นโครงการที่ประชาคมในหมู่บ้านต้องการ และเมื่อทำโครงการแล้วจะต้องมีรายได้ย้อนกลับมาในบัญชีประชารัฐ คือเงินที่ลงไปต้องไม่สูญ มีดอกผลคืนมา”

สำหรับความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเงินลงทุนประชารัฐกับเงินเอสเอ็มแอล นที ระบุว่า “การพิจารณาจัดสรรเงินจะมีข้อพิจารณาว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ เช่น ที่ไม่ควรทำ คือ ซื้อถ้วย ซื้อชาม ซื้อเต็นท์ ทำศาลา เพราะไม่เกิดผลประโยชน์รายได้โดยตรง แต่ถ้าจะทำก็ใช้เงินจากส่วนอื่นๆ เว้นแต่ว่าถ้าไปทำร้านอาหาร ไปซื้อโต๊ะ เก้าอี้ ประกอบร้านอาหาร อันนั้นโอเค ส่วนโครงการที่เห็นได้ชัดว่าเป็นประโยชน์ เช่น โรงสี ลานตากข้าว โรงงานแปรรูป โรงงานสมุนไพร โรงงานอัดยางแท่ง อันนี้เราสนับสนุน”

ขณะที่สิ่งที่แตกต่างอีกประการหนึ่ง คือ วิธีการบริหารโครงการ ที่จะมีทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

“ประชาชนเป็นเจ้าของโครงการ เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะทำอะไร แต่ไม่ใช่ประชาชนดำเนินการโดยลำพัง เพราะจะต้องมีหน่วยราชการร่วมสนับสนุนและมีเอกชนมาร่วมในการต่อยอด คือ เมื่อประชาชนตัดสินใจว่าจะทำอะไร ภาครัฐก็จะเข้ามาช่วยดูว่ามันไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการอื่นๆ เช่น งบตำบลละ 5 ล้านบาท และเราไม่อยากให้หนีเสือปะจระเข้ คือ ไม่อยากให้มีผู้รับเหมามาวิ่งเต้นหากินกับชาวบ้าน เสนอสร้างนั่นสร้างนี่ แต่อยู่ได้ 2 ปีแล้วพัง และสุดท้าย คือ เราอยากให้เอกชนเข้ามาดูว่าสิ่งที่ประชาชนเขาทำ เอกชนช่วยต่อยอดอย่างไรได้บ้าง เช่น บางพื้นที่เขามีสมุนไพร เขาอยากทำเครื่องสำอาง เขาก็ทำโรงงานเล็กๆ จากนั้นเอกชนก็มาต่อเติมเรื่องตลาด การบรรจุหีบห่อ เป็นต้น แต่ทั้งหมดชาวบ้านต้องตัดสินใจ ไม่ใช่ให้ภาครัฐหรือเอกชนไปตัดสินใจแทนเขา”

นที กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) มีมติอนุมัติคู่มือและระเบียบปฏิบัติการดำเนินงานโครงการลงทุนประชารัฐแล้ว นายกรัฐมนตรีจะเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อชี้แจงโครงการ จากนั้นจะเปิดให้กองทุนยื่นโครงการลงทุนเข้ามา ซึ่งคาดว่าภายในเดือนมี.ค.นี้ จะจัดสรรเงินลงหมู่บ้านได้ 2 หมื่นแห่ง เป็นเงิน 1 หมื่นล้านบาท และจะจัดสรรได้อย่างน้อย 80% ภายใน 6 เดือน หรือภายในเดือน ก.ค.นี้

“เขาต้องทำตามคู่มือระเบียบ เช่น ต้องมีคณะทำงานจัดซื้อจัดจ้าง เขาจะรู้ว่าต้องรายงานใครและอย่างไร เพื่อที่ว่าหากมีการทุจริต เราจะได้ไล่เบี้ยผู้รับผิดชอบต่างๆ ได้ถูก และระงับการจ่ายเงินได้ทันที และอย่าไปกลัวว่าเขาจะกล้าใช้เงิน เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา 90% เบิกจ่ายหมด”

นที ระบุว่า การทำงานในช่วงทศวรรษที่ 2 ของกองทุนหมู่บ้านจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เป็นแหล่งทุนหรือสถาบันการเงินชุมชนเท่านั้น แต่กองทุนจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาฐานราก

“วันนี้กองทุนหมู่บ้านสอบผ่านในการเป็นแหล่งทุน แต่ทศวรรษที่ 2 สิ่งที่เราต้องทำ คือทำให้การใช้เงินเกิดประโยชน์สูงสุด คือ เพิ่มความเข้มข้นในการใช้เงิน และเปลี่ยนกองทุนให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน จัดสวัสดิการและการให้บริการในหมู่บ้าน สร้างสินค้าเพื่อประชาชนในพื้นที่ และลงทุนโครงการที่คนในหมู่บ้านได้ประโยชน์ เช่น ขุดแหล่งน้ำไปจนถึงลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ” นที ทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?