posttoday
ตลาดค่าเงินยังผันผวน

ตลาดค่าเงินยังผันผวน

15 กุมภาพันธ์ 2559

ตลาดการเงินทุกประเภทสัปดาห์นี้จะกลับมาเปิดทำการพร้อมกันอีกครั้ง

โดย...พรวลี พิลาวรรณ

ตลาดการเงินทุกประเภทสัปดาห์นี้จะกลับมาเปิดทำการพร้อมกันอีกครั้ง หลังตลาดการเงินจีนและอีกหลายตลาดในเอเชียปิดตลาดไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องในเทศกาลตรุษจีน ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ประกอบกับเศรษฐกิจประเทศหลักอย่างยูโรโซน ญี่ปุ่น และจีนยังมีความเปราะบางและอาจต้องมีการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก

ดังนั้น นักลงทุนจึงกลัวหากเฟดยังดึงดันจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป อาจส่งผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐในภายหลังได้ ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวจะเป็นปัจจัยกดดันทางด้านจิตวิทยานักลงทุน อาจทำให้เงินเหรียญสหรัฐเคลื่อนไหวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินเยนและเงินยูโร ในภาวะที่ตลาดการเงินโลกยังมีความผันผวนอยู่

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกของจีน อัตราเงินเฟ้อและตัวเลขสินเชื่อ คาดว่าน่าจะสะท้อนโมเมนตัมเศรษฐกิจจีนที่ยังชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ตะกร้าสกุลเงินเอเชียอาจได้รับแรงกดดันให้เคลื่อนไหวอ่อนค่าลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า

ภาวะนี้จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ไว้ที่ระหว่าง 35.40-35.70 บาท/เหรียญสหรัฐ นอกจากประเด็นจากต่างประเทศแล้ว ไทยจะมีการรายงานตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 4/2558 วันนี้ด้วย นักวิเคราะห์จากบลูมเบิร์กคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงมาที่ 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 2.9% หากเทียบรายไตรมาส เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 0.6% (หลังปรับฤดูกาล) ชะลอตัวลงจากไตรมาส 3/2558 ที่ขยายตัว 1% ปัจจัยที่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2558 มาจากการท่องเที่ยว การใช้จ่ายของภาครัฐ และการบริโภคภาคเอกชน เป็นสำคัญ

การเคลื่อนไหวเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 35.54 และปรับแข็งค่าขึ้นตลอดสัปดาห์ แม้ว่านักลงทุนจะอยู่ในภาวะกลัวความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทิศทางราคาน้ำมันที่ยังอยู่ขาลง และการร่วงลงของตลาดหุ้นทั่วโลก นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารของยุโรปที่อาจมีปัญญาจากการปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจพลังงาน จนต้องมีการขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มทุน หากธุรกิจเหล่านี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอยู่

นอกจากนี้ สภาพคล่องในตลาดเอเชียที่เบาบางกว่าปกติในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวหวือหวาที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจัยที่หนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามาจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังตลาดการเงินโลกมีความผันผวนมากและแถลงการณ์ของเจเน็ต เยลเลน ที่แม้ว่าไม่ได้ปิดโอกาสในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แต่จะติดตามเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และจังหวะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม นักลงทุนจึงไม่ปรับเปลี่ยนการคาดการณ์ไปจากเดิม เพราะเชื่อว่าเฟดจะไม่สามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อยู่ดี

ในช่วงกลางสัปดาห์ ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าไปที่ระดับ 35.23 และช่วงปลายสัปดาห์ ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าอย่างรวดเร็วระดับ 35.55 ภายใน 1 วัน ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าอาจมีการเข้ามาแทรกแซงค่าเงินจากธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังจากที่บาทแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 เดือน และแข็งค่าเร็วเกินไป จบสัปดาห์ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 35.56

ด้านค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ 115.85 แข็งค่าขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์ และแข็งค่ามากที่สุดในรอบปีที่ 110.98 จากความกังวลของนักลงทุนเรื่องเศรษฐกิจโลกและยุโรป ทำให้ความต้องการถือเงินเยนเพิ่มมากขึ้น แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นพยายามทำให้เงินเยนอ่อนค่าลง ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ ทำให้มองว่าหากเงินเยนยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าเช่นนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจจะต้องใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินมากขึ้น เพื่อกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าลงโดยการประชุมนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) รอบต่อไปจะเกิดขึ้นวันที่ 14-15 มี.ค.นี้ ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวมาปิดตลาดที่ 112.45
ช่วงท้ายสัปดาห์

ขณะที่ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ 1.1193 แข็งค่าขึ้นทั้งสัปดาห์ แม้ว่านักลงทุนยังกังวลต่อฐานะทางการเงินของธนาคารในยุโรปและทำให้ตลาดหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปโดนเทขาย นำโดยหุ้นของธนาคาร Deutsche Bank ที่ร่วงลงมาหลังการประกาศผลขาดทุนในไตรมาส 4 ปี 2558 ขณะที่ธนาคารใหญ่ในฝรั่งเศส Societe Generale กำไรลดลงไปกว่า 14% แต่ผลจากภาวะที่ตลาดมีความผันผวนอยู่ ทำให้สกุลเงินยูโรเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เงินยูโรจึงยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และตลาดคาดว่าธนาคารกลางยุโรป อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ในการประชุมเดือน มี.ค.นี้ ค่าเงินยูโรปิดตลาดที่ 1.1284

ตลาดตราสารหนี้ไทย ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นกู้ในตลาดรองมีอัตราผลตอบแทนปรับลดลงตามผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐที่ปรับลดลง จากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวรุนแรง และความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ในยุโรป จะทำให้เฟดชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และปรับลดลงรุนแรงจากการที่ผู้ว่าการ ธปท. ออกมากล่าวว่าอยากคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพื่อจะได้ลดอัตราดอกเบี้ยได้ในยามจำเป็น ทำให้นักลงทุนไล่ซื้อหุ้นกู้ในตลาดรองและหุ้นกู้ระยะยาว ทำให้อัตราผลตอบแทนส่วนต่างพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง สะท้อนสภาพคล่องส่วนเกินตลาดที่ยังมีเหลืออยู่มาก แนวโน้มที่ส่วนต่างดอกเบี้ยจะปรับขึ้นในระยะสั้นจึงเป็นไปได้ยาก

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน