
ร่างพรบ.กสทช. เกมผลประโยชน์ปะทุ (อีกรอบ)
หลายคนที่อยู่ในการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง
“ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือเรียกสั้นๆ ว่า ร่าง พ.ร.บ.กสทช. ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่เคยถกเถียงกันเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนที่เริ่มร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2540 วนกลับมาอีกครั้ง หลังจากปรับแก้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญปี 2550สัมมนาครั้งนี้ คณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา ร่วมจัดขึ้น เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.กสทช. ที่ผ่านทั้งสองสภาแล้วมีจุดที่เห็นต่างกัน โดยเฉพาะในหลักการสำคัญ รวม 23 มาตรา ซึ่ง องอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อาจต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาเพื่อพิจารณาอีกครั้ง ในสมัยประชุมสภาที่จะถึงในเดือน ส.ค.นี้
สำหรับสาระสำคัญที่เห็นแตกต่างกัน คือ ตัวคณะกรรมการองค์กรอิสระ ที่เรียกว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือ กสทช. ที่ยังมีองค์ประกอบของตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์เดิมเข้าไปจับจองเก้าอี้กันเช่นเคย เพราะอย่าลืมว่าทั้งสองกิจการ คือ วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ถือเป็นธุรกิจที่มีผลประโยชน์มากนับแสนล้านบาท
ทั้งนี้ ในร่าง พ.ร.บ.กสทช. ฉบับวุฒิสภา ได้เพิ่มตัวแทนฝ่ายความมั่นคงเข้าไปอีก 2 คน และเพิ่มตัวแทนด้านศาสนา วัฒนธรรม หรือพัฒนาสังคมอีก 2 คน ทำให้จำนวนคณะกรรมการเพิ่มจาก 11 คนในชั้นสภาผู้แทนราษฎร เป็น 15 คน
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับตัวแทนฝ่ายความมั่นคงที่เพิ่มเข้าไป เพราะฝ่ายความมั่นคงโดยเฉพาะกองทัพเป็นเจ้าของคลื่นความถี่จำนวนมากทั้งวิทยุ โทรทัศน์ และที่ผ่านมาไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงเท่าที่ควร การให้ที่นั่งคณะกรรมการฯ แก่ฝ่ายความมั่นคง เท่ากับให้คนกลุ่มนี้เข้าไปรักษาผลประโยชน์เดิมไว้
นอกจากนี้ โดยโครงสร้างขององค์กรอิสระแห่งนี้ เป็นองค์กรผู้เชี่ยวชาญ ที่ไม่จำเป็นต้องมีตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เข้าไปทำงาน เพราะมีระบบตัวแทนอยู่แล้วผ่านระบบการเมือง การเลือกตั้งผู้แทนราษฎร และองค์กรอิสระแห่งนี้ ไม่ได้มีความหมายว่าเป็นอิสระจากรัฐบาล เพราะกฎหมายกำหนดให้องค์กรอิสระ ทำหน้าที่ภายใต้นโยบายของรัฐบาล เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องมีตัวแทนทุกกลุ่มเข้าไปนั่งทำงาน
“
กสทช.ทำหน้าที่ตามนโยบายของรัฐบาล ในการกำกับดูแลกิจการทั้งสองกิจการ ให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม รวมถึงเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน” สมเกียรติกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) กล่าวว่า หากยังให้ตัวแทนฝ่ายความมั่นคงเข้ามาเป็นกรรมการ กสทช. การปฏิรูปสื่อคงไม่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เรียกร้องให้มีองค์กรอิสระ เพื่อมากำกับดูแลและจัดสรรคลื่นความถี่ให้เป็นธรรมสำหรับคนทุกกลุ่ม เพราะฉะนั้น เพราะการมีตัวแทนฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นผู้ครอบครองคลื่นความถี่เดิมไว้มากที่สุด เท่ากับผิดเจตนารมณ์อย่างยิ่งสำหรับกฎหมายนี้
“
หากยึดตามร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎร จะได้ร่าง พ.ร.บ.กสทช. ที่ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดง ได้ กสทช.ที่เป็นอิสระ ปลอดจากตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์เดิม” สุภิญญา กล่าวในทางตรงข้าม จำนรรค์ ศิริตัน นายกสมาพันธ์สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ เห็นว่าหากยึดตามร่างสภาผู้แทนราษฎร จะกลายเป็นผลงานชิ้นโบดำ เพราะมีตัวแทนของกลุ่มวิชาชีพเข้าไปน้อยมาก โดยเฉพาะมีวิทยุ 1 คน โทรทัศน์ 1 คน โทรคมนาคม 2 คน ไม่ถือเป็นองค์กรผู้เชี่ยวชาญอย่างที่ สมเกียรติ ระบุ และถือเป็นการกีดกันวิชาชีพด้านนี้ ไม่ให้เข้าไปเป็นตัวแทน
สำหรับสมาพันธ์ฯ อยากเห็นรูปแบบการสรรหาและคัดเลือก กสทช.แบบเดียวกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ได้คนที่อยู่ในวิชาชีพจริงๆ เข้าไปทำงาน เพราะจะมีความรู้และประสบการณ์ในวิชาชีพเป็นอย่างดี ไม่ใช่องค์กรนักวิชาการอย่าง กสทช.
อีกประเด็นสำคัญที่เป็นเรื่องผลประโยชน์และเห็นแตกต่างกัน คือ ข้อกำหนดในบทเฉพาะกาล เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของ กสท โทรคมนาคม และทีโอที หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเดิมที่ดูแลสัมปทานโทรศัพท์มือถือ ที่ต้องนำส่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายให้ กสทช. แทนที่จะเป็นกระทรวงการคลังเหมือนเดิม โดยร่างสภาผู้แทนฯ กำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านไว้ 1 ปี ขณะที่ร่าง สว.ขยายเวลาเป็น 3 ปี
สุขุม ชื่นมนา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กสทฯ กล่าวว่า บทเฉพาะกาลดังกล่าว ทำไมจึงไม่บังคับใช้กับรัฐวิสาหกิจอีกหน่วยงานที่ถือสัมปทานเช่นเดียวกัน คือ อสมท และมองว่ามาตรานี้ขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 305 วรรค 2 ที่กำหนดเรื่องการคุ้มครองสัญญา สัมปทานเดิม เช่นเดียวกับกรณีสัมปทานช่อง 7 หรือ ช่อง 3 ที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
ดร.สมเกียรติ ชี้แจงว่า ไม่ว่าสัมปทานกสทหรือทีโอทีจะได้รับการคุ้มครองหรือไม่ แต่ใบอนุญาตในกิจการโทรคมนาคมจะหมดอายุอย่างเร็วที่สุด คือ 3 ปี ของทรูมูฟ หรืออย่างช้า 8 ปี ของดีแทค เพราะฉะนั้น กสทและทีโอที ต้องปรับตัวให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เพราะไม่ช้าก็เร็ว รายได้จากสัมปทานก็จะหมดไป
“
ยิ่งกทช.จะเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี เชื่อว่าลูกค้าของระบบโทรศัพท์จะย้ายจากระบบ 2 จี ไป 3 จี ซึ่งจะทำให้รายได้ของกสทและทีโอที ลดลงอยู่แล้ว” ดร.สมเกียรติกล่าวสำทับด้วย สุภิญญา ที่ท้าให้หน่วยงานเหล่านี้ลุกขึ้นมาฟ้องได้เลย เพราะในฐานะภาคประชาชนเฝ้าดูรัฐวิสาหกิจมานาน ว่าควรจะต้องปรับตัว ไม่ใช่จะห่วงเรื่องผลประโยชน์จากสัมปทาน ที่ปล่อยให้เอกชนได้ประโยชน์ แต่ประชาชนไม่เคยได้ ยกตัวอย่าง ทำไมประชาชนต้องใช้โทรศัพท์มือถือกันมากมายขนาดนี้ เพราะทีโอที ไม่ขยายบริการติดตั้งโทรศัพท์บ้าน เป็นต้น
“
มองว่ารัฐวิสาหกิจเหล่านี้ลุกขึ้นมาขัดขวางทุกอย่าง ไม่รู้ว่ารักษาผลประโยชน์ของตัวเอง หรือผลประโยชน์ประชาชนกันแน่ ทั้งเรื่อง 3 จี ที่ประวิงเวลาไว้ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร” สุภิญญากล่าวทิ้งท้ายนี่เพียงยกแรกของการสัมมนาเรื่อง พ.ร.บ.กสทช. ที่เป็นน้ำจิ้ม ยังไม่เข้าสู่ของจริง ซึ่งไม่รู้ว่าเกมนี้จะดุเดือดขนาดไหน เพราะการรวมร่างเป็น กสทช.ครั้งนี้ เกี่ยวพันกับผลประโยชน์หลายแสนล้าน






