
บุกญุี่ปุ่นดึงเอสเอ็มอีลงทุน
อุตฯ ควงบีโอไอดึงเอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve
อุตฯ ควงบีโอไอดึงเอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve
นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นในระหว่างวันที่ 11-12 ก.พ.นี้ พร้อมจัดสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์นโยบายการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ (S-Curve) รวมทั้งจะเน้นไปที่การลงทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในประเทศไทย
นอกจากนี้ ในวันที่ 15-20 ก.พ. 2559 จะเดินทางไปสหรัฐ โดยจะมีคณะของนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมเดินทางไปด้วย เนื่องจากรอบนี้จะเป็นการไปหารือกับผู้บริหารของภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่มีแผนจะขยายการลงทุน เพื่อจูงใจให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะเข้าพบกับผู้บริหาร ได้แก่ บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล บริษัท ซีเกท บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ โดยจะขอให้บริษัทเหล่านี้มีการลงทุนในเรื่องวิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทยหลังจากที่ได้มีการตั้งฐานการผลิตอุตสาหกรรมในประเทศไทยมาก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม หลังจากเยือนสหรัฐแล้วคณะของกระทรวงอุตสาหกรรมจะได้ร่วมเดินทางไปชักจูงการลงทุนที่ประเทศรัสเซียและเบลารุส กับคณะของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สำหรับความคืบหน้าในการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายนั้น ขณะนี้ก็เริ่มมีความชัดเจนจากการที่บีโอไอเดินแผนการออกไปชักจูงการลงทุนที่มีเป้าหมายชัดเจนและมีนักลงทุนสนใจเข้ามาสอบถามอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าช่วงนี้ยังเหมาะสมที่จะเดินทางไปชักจูงให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่ได้สดใสนัก โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่โดยมากจะวางแผนล่วงหน้า 3-5 ปีกว่าจะตัดสินใจลงทุน ในขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากต่างประเทศที่เศรษฐกิจในประเทศไม่เติบโตเพียงพอก็อาจมีความต้องการที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพราะรอบๆ ไทยมีประเทศเพื่อนบ้านที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตและต้องการบริโภคสินค้ามากขึ้น
“ภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีการชะลอตัวลงในปัจจุบันไม่น่าจะส่งผลต่อการลงทุนของภาคเอกชนขนาดใหญ่มากนัก เพราะบริษัทเหล่านี้มีการวางแผนสำหรับการลงทุนไปในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยบริษัทต่างๆ ยังมีการขยายการลงทุนอยู่ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของประเทศไทยในการเข้ามาลงทุนของบริษัทเป้าหมายเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องรีบเข้าไปเจรจาใช้การทำงานแบบเคาะประตูทันที” นางอรรชกา กล่าว
สำหรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะอุตสาหกรรม New S-curve ใหม่ ที่เป็นการลงทุนเพื่อเปลี่ยนรูปแบบสินค้าและเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะมาช่วยเพิ่มรายได้ให้ประชากรในสัดส่วน 30% ขณะที่อุตสาหกรรมเดิมจะอยู่ที่ 70% ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
ขณะที่กระทรวงการคลังจะให้การสนับสนุนมาตรการทางด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนเงินทุน ทั้งในภาพรวมและมาตรการสนับสนุนรายคลัสเตอร์ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์







