
สัญญาณบวกตลาดหุ้น
โดย...บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส
โดย...บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส
แรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ.จนถึงปัจจุบัน ในตลาดหุ้นภูมิภาคเริ่มลดน้อยลง และมีแรงซื้อสลับเข้ามาบ้างในบางวัน โดยมียอดซื้อสุทธิสะสมรวม 1,011 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากพิจารณาเป็นรายประเทศ พบว่า ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้น ไต้หวัน อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ราว 730 ล้านเหรียญสหรัฐ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ 91 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 11 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ตลาดหุ้นไทยแม้จะยังถูกขายสุทธิสะสม แต่เป็นแรงขายที่น้อยลงมากเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยถูกขายสะสมสุทธิเล็กน้อยราว 21 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้น สะท้อนได้จากค่าเงินบาทและเงินเอเชียมีทิศทางแข็งค่า
ทั้งนี้ ได้รับปัจจัยหนุนจากการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลกหนุนเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาในสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้น น้ำมันและทองคำ รวมถึงตราสารหนี้ เป็นต้น ยังแนะนำสะสมหุ้นปันผลเด่นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) และบริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล (MCS)
หุ้นที่มีประวัติการจ่ายปันผลที่ดี ราคาหุ้นมักจะเคลื่อนไหวหรือตอบสนองในด้านบวกก่อนล่วงหน้าประกาศจ่ายเงินปันผลเสมอ (เท่ากับได้ผลตอบแทน 2 ต่อ คือ เงินปันผลจ่าย และ Capital Gain) โดยจากสถิติย้อนหลัง 5 ปี พบว่า ราคาหุ้นที่จ่ายปันผลปีละครั้งมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าหุ้นที่จ่ายปันผลปีละ 2 ครั้งเสมอ สังเกตได้จากถ้าซื้อหุ้นที่จ่ายปันผลปีละครั้งก่อนวันขึ้น XD ราว 2 เดือน และขายทำกำไรในวันขึ้น XD จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีตสูงถึง 13.9% (ด้วยความน่าจะเป็นราว 79%) มากกว่า หุ้นที่จ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 9.0% (ด้วยความน่าจะเป็นราว 77%)
นอกจากนี้ ยิ่งซื้อหุ้นในวันที่ใกล้วันขึ้นเครื่องหมาย XD ผลตอบแทนที่ได้จะมีแนวโน้มลดลงลดลงเรื่อยๆ กลยุทธ์การลงทุนในสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน เลือกหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4 ปี 2558 ดี และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2559 พร้อมทั้งรับเงินปันผลสูง และผลตอบแทนของราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น อย่าง PS มูลค่าที่เหมาะสม 38 บาท SC มูลค่าที่เหมาะสม 4.56 บาท และ MCS มูลค่าที่เหมาะสม 15.75 บาท
ผลสำรวจนักวิเคราะห์และผู้ลงทุนสถาบัน (IAA Consensus) ครั้งที่ 1/2559 ในส่วนของตลาดหุ้นไทยนั้น ความเห็นส่วนใหญ่กว่า 78.57% มองปี 2559 มีแนวโน้มเป็นแกว่งตัวแคบ มีส่วนน้อยราว 17.86% มองเป็นขาลง ที่เหลือ 3.57% เห็นว่าทรงตัว โดยคาดการณ์ดัชนีเฉลี่ย ณ สิ้นปี 2559 อยู่ที่ 1,442 จุด เทียบกับดัชนีปัจจุบัน จะเห็นว่ามีโอกาสปรับขึ้นอยู่อีกราว 10.3% โดยประเมินระดับสูงสุดของดัชนีคาดอยู่ที่ 1,501 จุด และจุดต่ำสุดคาดอยู่ที่ 1,163 จุด







