posttoday
เอสเอพีแนะ4กลยุทธ์ ดำเนินธุรกิจยุคดิจิทัล

เอสเอพีแนะ4กลยุทธ์ ดำเนินธุรกิจยุคดิจิทัล

10 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์

โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์

การดำเนินธุรกิจในรูปแบบดิจิทัล กำลังมีผลกระทบต่อทั่วโลก และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต บรรดาผู้บริหารต่างรู้ดีถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และความท้าทายสำคัญ คือ การปรับตัวขององค์กรเข้าสู่ยุคที่ทุกสิ่งเชื่อมต่อถึงกัน (hyperconnectivity)

ลีเฮอร์ ออบิซูร์ กรรมการผู้จัดการ เอสเอพี ประจำภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นควรทำเป็นอันดับแรก คือ การเร่งประสิทธิภาพในการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศสู่การดำเนินธุรกิจในรูปแบบดิจิทัล โดย 4 ปัจจัยหลักที่จะเปลี่ยนวิถีการทำงาน การเรียนรู้ และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย

ประการที่ 1 ความต้องการในการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น เพราะในขณะที่เทคโนโลยีเดินหน้าเติบโต องค์กรต่างๆ จะต้องพัฒนาตามอย่างไม่หยุดยั้ง เส้นแบ่งระหว่างโลกธุรกิจกับความเป็นส่วนตัวจะบางขึ้น ในฐานะคนยุคดิจิทัล จะเป็นยุคของการให้ฟีดแบ็กแบบที่เราไม่สามารถคัดกรองก่อนได้ รวมไปถึงการเปิดรับอิทธิพลจากทั่วโลก และวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยสีสันและความแตกต่างจนกลายเป็นบรรทัดฐาน นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปจะคาดหวังถึงความยืดหยุ่นและความโปร่งใสในระดับเดียวกับที่พนักงานองค์กรและผู้บริโภคได้รับเช่นเดียวกัน

นี่คือจุดที่การทำงานร่วมกันของสังคม (Social Collaboration) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ด้วยการให้ประชาชนทุกคนได้รับความเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านความยืดหยุ่นและความโปร่งใสในการใช้ชีวิตประจำวัน เทคโนโลยีที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ทั้งองค์กรเชื่อมต่อถึงกัน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทำงานร่วมกันได้ในขณะที่การดำเนินการทางธุรกิจเป็นไปอย่างเร่งด่วน รวมไปถึงสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่มีความผันผวนสูงได้เช่นกัน

ประการที่ 2 เส้นทางอาชีพที่มีความผันผวนและเต็มไปด้วยความหลากหลาย ปัจจุบันถึงจุดที่คนยุคมิลเลนเนียม และเจเนอเรชั่น Z เปลี่ยนงานกันทุกๆ 12-24 เดือน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนไปทำงานกับองค์กรใหม่ หรือได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นกับเจ้านายคนเดิม ดังนั้น เพื่อระงับการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพ บริษัทต่างชาติจำนวนมากจึงเลือกที่จะละทิ้งระบบการจัดอันดับพนักงานและกระบวนการการจัดการประสิทธิภาพของพนักงานแบบดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง มาเป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการใช้มุมมองของลูกค้าตัดสินพนักงาน รวมทั้งใช้เทคโนโลยีในการเฟ้นหาบุคคลจากพนักงานภายในสู่ตำแหน่งงานที่ต้องการคน รวมถึงการพัฒนาความสามารถของบุคลากรภายในผ่าน “มหาวิทยาลัย” ขององค์กร

ประการที่ 3 รูปแบบผู้นำรุ่นใหม่ เพราะพนักงานคาดหวังว่าเจ้านายจะมีการทำงานร่วมกันและเปิดเผยมากยิ่งขึ้น มากกว่าการสั่งงานอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยการกระจายอำนาจความรู้และการควบคุม พนักงานจะมีเสรีภาพมากขึ้นในการจัดหาข้อมูลและการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ และเมื่อผู้นำองค์กรตัดสินใจที่จะอ้าแขนรับข้อได้เปรียบหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มการมีส่วนร่วมและความรู้ของบุคลากร ผลการดำเนินงานขององค์กรก็จะดีขึ้น และตรงตามความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น

ประการที่ 4 วัฒนธรรมแห่งการคิดและเรียนรู้ การเข้าสู่โลกดิจิทัลนั้นช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด และไอเดีย ระหว่างกันที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกวิธีการที่ต้องการ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ ขั้นตอนของการเรียนรู้จะไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียวขององค์กรอีกต่อไป แต่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยอ้างอิงข้อมูลจากสิ่งที่คนอื่นได้เรียนรู้มาแล้วจากสาขาอื่นๆ ขององค์กร หรือข้อมูลจากที่อื่นๆ ทั่วโลก

การอ้าแขนรับการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่เรื่องจำเป็น แต่มันคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้นำยังคงยึดมั่นกับหลักการ ที่ว่า “ฉันเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ ฉันจึงมีอำนาจ” จะไม่มีใครเป็นผู้ชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เศรษฐกิจจะไม่มีวันก้าวหน้า ในทางกลับกัน ยิ่งเรารับความจริงใหม่นี้มาใช้งานได้เร็วเท่าไร ชีวิตของทุกคนก็จะดีขึ้นมากเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน