
เออร์วัน ฮิดายัด ยักษ์ยาสมุนไพรอิเหนา
ความต้องการยาสมุนไพรในประเทศอินโดนีเซียทำให้ธุรกิจร้านขายยาแผนโบราณรายหนึ่งของแดนอิเหนาผงาดขึ้นมาเป็นบริษัทผลิตยาแถวหน้าของประเทศได้สำเร็จ
โดย...สมหทัย โมสิกะ
ความต้องการยาสมุนไพรในประเทศอินโดนีเซียทำให้ธุรกิจร้านขายยาแผนโบราณรายหนึ่งของแดนอิเหนาผงาดขึ้นมาเป็นบริษัทผลิตยาแถวหน้าของประเทศได้สำเร็จ โดยตอนนี้ “ซิโด้ มุนจุล” อยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของ “เออร์วัน ฮิดายัด” ทายาทรุ่นที่ 3 ซีอีโอของบริษัท
เออร์วันเกิดในครอบครัวหมอยาสมุนไพรในเมือง
ยอกยาการ์ตา ยายของเขาเริ่มทำธุรกิจร้านขายยาแผนโบราณตั้งแต่ปี 2483 สืบทอดมาจนถึงรุ่นแม่ ก่อนที่เขาและน้องๆ จะเข้ามารับช่วงต่อเมื่อปี 2515 และสามารถยกเครื่องธุรกิจจนกลายมาเป็นบริษัทผู้ผลิตยาสมุนไพรและยาอื่นๆ สำเร็จในปัจจุบัน
ผู้บริหารบริษัทยาสมุนไพรรายใหญ่ของอินโดนีเซียคนนี้ ได้สร้างโรงงานผลิตยาทันสมัยเมื่อปี 2540 โดยมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจเภสัชภัณฑ์อย่างถูกต้อง ซึ่งช่วงดังกล่าวมีบริษัทยาคล้ายๆ กันปิดตัวไปจำนวนมาก ขณะที่โรงงานของเขาสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านเภสัชศาสตร์ได้อย่างดี
ความพยายามดังกล่าวทำให้บริษัทได้รับใบรับรองการผลิตยามาตรฐาน (CPOB) เมื่อปี 2543 ซึ่งเท่ากับเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรให้ทัดเทียมกับยาสามัญสมัยใหม่ทั่วไป อีกทั้งยังเป็นพัฒนาการก้าวสำคัญ เพราะก่อนหน้านี้ บริษัทยาสมุนไพรจะได้รับใบรับรองการผลิตยาแผนโบราณตามมาตรฐานเท่านั้น (CPOTB)
เออร์วัน กล่าวถึงเคล็ดลับความสำเร็จของธุรกิจว่า เคล็ดลับง่ายๆ คือ ผลิตยาที่มีคุณภาพเหมือนกับที่อวดอ้างไว้ เช่น ยาแก้หวัด ก็สามารถรักษาอาการให้หายได้จริง
แน่นอนว่าการผลิตยาสมุนไพรให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ซึ่งเออร์วันก็พร้อมพิสูจน์ประสิทธิภาพของยาและทำให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่าปลอดภัยจริงๆ เช่น เมื่อปี 2542 เขาได้นำยาที่เคยผลิตขายมาตั้งแต่ปี 2494 ไปทดสอบความเป็นพิษ เพื่อยืนยันว่า ยาของบริษัทไม่มีผลข้างเคียงที่อันตรายในระยะยาว ซึ่งตอนนั้น หากทดสอบแล้วพบว่ามีผลข้างเคียงอันตราย ก็พร้อมจะถอนตัวยาของเขาจากตลาดทันที
ผู้บริหารคนนี้ยืนยันว่า เขาเลือกจะเลิกทำธุรกิจหากพบว่ามียาตัวไหนผิดพลาด แทนที่จะแสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้ เพราะแนวคิดของบริษัทคือ ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างต้องปลอดภัย นำเสนอสินค้าอย่างซื่อสัตย์และมีเหตุผล
ในการทำธุรกิจ เออร์วัน ยังมีสไตล์การบริหารคนไม่เหมือนใคร เช่น แทนที่จะเลิกจ้างพนักงานที่มีอายุ 60 ปี แต่เขาเลือกเชื่อความรู้สึกของตัวเอง ดังนั้นจึงยังจ้างพนักงานที่อายุมากกว่านั้น และมีคนหนึ่งอายุมากถึง 70 ปี และเคยมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกมาแล้ว
เออร์วันบอกว่า เขาไม่เคยทอดทิ้งพนักงานที่เจ็บป่วย เขารู้ดีว่าหากไม่มีงานทำ บางคนอาจแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป และการอยู่บ้านเฉยๆ อาจทำให้อาการป่วยแย่ลงอีกก็ได้ อีกทั้งเชื่อว่า ในเมื่อบริษัทสามารถบริจาคเงินช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้ ทำไมจะช่วยเหลือพนักงานตัวเองไม่ได้
“พนักงานทำงานให้กับบริษัท ถ้าคิดแต่เรื่องทำกำไร เราก็จะทำอะไรไม่ได้เลย”
จากความสำเร็จทางธุรกิจที่สามารถผลักดันให้ร้านยาสมุนไพรเติบโตมาเป็นผู้ผลิตยาชั้นนำของประเทศ นิตยสารฟอร์บส์จัดให้เออร์วันเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 47 ของอินโดนีเซีย ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 460 ล้านเหรียญสหรัฐ







