
กทม.กำลังเปลี่ยนจากระบบรถสู่ระบบราง
ตั้งแต่ปี 2560-2562 ไม่ช้านี้ กทม. เมืองใหญ่อันดับ 22 ของโลก ที่มีประชากรร่วม 15.5 ล้านคน กำลังปรับระบบของเมืองจากการเดินทางด้วยรถและถนนมาสู่ระบบราง
ตั้งแต่ปี 2560-2562 ไม่ช้านี้ กทม. เมืองใหญ่อันดับ 22 ของโลก ที่มีประชากรร่วม 15.5 ล้านคน กำลังปรับระบบของเมืองจากการเดินทางด้วยรถและถนนมาสู่ระบบราง
Mass Transit หรือระบบการขนส่งมวลชน ซึ่งทุกรัฐบาล ทุกผู้ว่าฯ กทม. ปรับเปลี่ยนมาโดยตลอดก็คือ “การสร้างระบบขนส่งมวลชนด้วยระบบราง” รัฐลงทุนไปร่วม 2.5 ล้านล้านบาท ทำงานติดต่อกันมาร่วม 10-20 ปี ให้มีระบบขนส่งมวลชนเป็นหลักของเมืองใหญ่นี้ ขนส่งมวลชน 10 สายหลัก และอีก 3 สายรอง จะครอบคลุมพื้นที่ร่วม 50-60% ของเมือง จะมีเส้นทางรวม 450 กิโลเมตร เทียบเท่าระดับขนส่งมาตรฐานเมืองใหญ่ทั่วโลก นิวยอร์ก 500 กม. โตเกียว 500 กม. ลอนดอน 450 กม. ปารีส 480 กม. และเซี่ยงไฮ้กำลังทำระบบขนส่งมวลชนรุดหน้านำหน้าจะมีถึง 600 กม. ในอีก 5 ปีข้างหน้า
เมืองขนาดใหญ่เหล่านี้ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ด้วยระบบถนนและรถยนต์ต่อไปอีกได้แล้ว หมดยุคสมัย Automobile Age ซึ่งอเมริกาเป็นผู้นำในยุคผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก เมื่อเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา อเมริกาผลิตรถยนต์ปีละเกือบ 100 ล้านคัน สร้างถนนทั่วประเทศ และเข้ามาอยู่ในเมือง เช่น เมืองดีทรอยต์ ชิคาโก ในนิวยอร์ก หรือในแคลิฟอร์เนียก็ปรับเปลี่ยนไปหมด ในญี่ปุ่นถึงแม้จะผลิตรถยนต์ส่งออกมากที่สุด เช่น โตโยต้า แต่ในเมืองใหญ่ญี่ปุ่นทุกเมืองมีระบบขนส่งมวลชนก้าวหน้ามากกว่าจะใช้รถยนต์ส่วนตัว
กรุงเทพฯ ของไทยกำลังเดินตามเช่นประเทศชั้นนำทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสร้างถนนในเมืองเท่าไรก็ไม่พอ ที่จอดรถก็ไม่มี จราจรติดขัด ปัญหาการใช้น้ำมันและสิ่งแวดล้อมก็เป็นเงาตามตัว คนกรุงกำลังจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการเป็นอยู่ในเมือง ทำงานในเมือง กินในเมือง พักผ่อนในเมือง ส่งลูกเข้าโรงเรียนในเมือง ต้องอยู่ใกล้หมอ โรงพยาบาลในเมือง
ผังเมืองรอบ กทม.ฉบับกำลังปรับปรุงใหญ่ กำลังจะต้องจัดเมืองให้รองรับกิจกรรมให้ได้ คนจะอยู่รอบสถานีรถไฟฟ้า สถานีขนาดใหญ่ๆ เช่น บางซื่อ มักกะสัน แม่น้ำ สถานีรองๆ เช่น สุขุมวิท คลองเตย สยามสแควร์ รถไฟชานเมืองก็จะมีบทบาทมากขึ้น ปัจจุบันคนกรุงเทพฯ ใช้ขนส่งมวลชนวันละ 7 ล้านเที่ยว อีก 10 ปีจะเพิ่มเป็น 25 ล้านเที่ยว
คนกรุงเทพฯ กำลังคิดจะมีบ้าน 2 หลัง ในเมืองสำหรับทำงาน นอกเมืองสำหรับพักผ่อน และใช้ชีวิตวันหยุด และคงหนีไม่พ้นจะต้องอยู่ทางสูง ทางไฮไรส์ เพราะที่ดินไม่มีพอ การอยู่ในเมืองก็มีทางเลือกมากขึ้น เช่น เช่าอพาร์ตเมนต์ระยะยาวอยู่ ลดค่าใช้จ่ายในการผ่อนส่ง อีกทั้งรัฐบาลก็กำลังปรับวิธีการให้เช่าระยะยาว เหมือนเพื่อนบ้านเออีซี ก็จะทำให้รูปแบบของการพัฒนาอสังหาฯ เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน พวกเราคนเมืองรุ่นใหม่เตรียมตัวจะอยู่ จะทำงาน จะพักผ่อนในเมืองกันหรือยัง ถ้ายังก็เตรียมตัวคิดไว้ล่วงหน้าได้ครับ







